Make your own free website on Tripod.com

ต้นทุนที่คนอเมริกันต้องจ่าย เมื่อบุชชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2

บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ   วันที่  4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ออกมา จะยังไม่เด็ดขาด จากอุบัติเหตุ ต้องนับคะแนนใหม่เกิดขึ้นที่รัฐโอไฮโอ และที่ยังไม่ประกาศอีก 2 รัฐ รวมกัน 32 เสียง ก็ไม่น่าจะพลิกโผไปจากความต้องการของชาวอเมริกัน แม้ว่าจะพลิกโผไปจากสายตาของสื่อมวลชนในสหรัฐก็ตาม ในการได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 43 เป็นสมัยที่ 2 ของจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่มีชัยเหนือจอห์น แคร์รี ทั้งคะแนนเสียงล่าสุดที่ได้จากคณะเลือกตั้ง หรือ Electoral Votes 254 ต่อ 252 ( เวลา 17.30 น.ในกรุงเทพฯ) และจากประชาชนอเมริกัน หรือ Popular Votes ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 110 ล้านคน ก็เป็นการนับคะแนนไปแล้วกว่า 95% โดยบุชนำอยู่ 51% ต่อ 48%

ชัยชนะที่ประธานาธิบดีบุชได้มาในครั้งนี้ ย่อมหมายถึงว่า ประชาชนอเมริกันได้ยอมรับในต้นทุนทางการเมืองของตนเองไว้แล้ว เพราะในอนาคตพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับ 2 ปัญหาใหญ่ คือ ความรุนแรงในความเสี่ยงภัยจากการคุกคามของภัยก่อการร้ายที่กดดันอเมริกาหนักหน่วงและต่อเนื่อง นับจากเกิดเหตุการณ์จี้เครื่องบินถล่มตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ เมื่อ 3 ปีก่อนในวันที่ 11 กันยายน 2001 กับปัญหาเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยคนอเมริกันจะต้องเจอกับภาวะดอกเบี้ยสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อในประเทศ และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ตกต่ำลง เพราะปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี)

จากรายงานของหนังสือพิมพ์ดิ เอเชียน วอลล์สตรีท เจอร์นัล ชี้ว่า ปัญหาที่ประธานาธิบดีสหรัฐต้องเผชิญในช่วงเวลาอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก 4 ปีนับแต่นี้ รวมถึงการขาดดุลงบประมาณที่ยืดเยื้อมานาน ซึ่งเป็นอันตรายนานัปการจากการพึ่งพาการนำเข้าที่มากเกินไป ค่าใช้จ่ายด้านดูแลสุขภาพที่สูงขึ้น และการเกษียณอายุของประชาชนจำนวนมากในยุคเบบี้บูม ซึ่งกลุ่มที่อายุมากสุดอยู่ในวัย 58 ปี ที่ใกล้ครบกำหนดเกษียณอายุ กับการดูแลสุขภาพคนทุพพลภาพที่มีจำนวนมากขึ้น และถึงแม้ว่าผู้นำสหรัฐจะทุ่มเทความสนใจให้กับเรื่องก่อการร้าย และอิรักมากเพียงใด แต่เขาก็ต้องถูกบีบให้มุ่งความสนใจไปยังเรื่องงบประมาณที่ไม่ง่ายเหมือนทุกปีที่ผ่านมา นับเป็นความเจ็บปวดด้านการเมือง และยากลำบากด้านเศรษฐกิจของสหรัฐในอนาคต

ดร. อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร นักเศรษฐศาสตร์ไทย ได้กล่าวไว้ในคอลัมน์ " ส่องกล้องเศรษฐกิจ" ว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเป็นที่เฝ้าติดตามของคนทั่วโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสื่อไทยที่มีการแข่งขันนำเสนอข่าวเลือกตั้งครั้งนี้ โดยระบุว่า สิ่งที่อยากจะวิเคราะห์คงเน้นไปที่ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ของสหรัฐจะต้องเผชิญ เนื่องจากบทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กที่ได้มีการศึกษาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งสุดท้ายย้อนหลังกลับไป 52 ปี นับจากสงครามโลกครั้งที่สอง (ตั้งแต่ปี ค.ศ.1948-2000) พบว่า ในการเลือกตั้งจำนวน 15 ครั้ง ผลสะท้อนในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งวัดโดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 พบว่า มีการตอบสนองที่แตกต่างกันไป โดยตลาดหุ้นจะปรับดีขึ้นเฉลี่ย 2.51% แต่หากเดโมแครตชนะการเลือกตั้งดัชนีตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 3.65% เทียบกับเฉลี่ย 1.66% เมื่อรีพับลิกันชนะการเลือกตั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า พรรคหนึ่งพรรคใดจะดีกว่ากัน

ปัญหาเฉพาะหน้าที่ท้าทายรัฐบาลใหม่สหรัฐ ก็คือ ความจำเป็นต้องลดการขาดดุลการคลังที่สูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ จึงหมายถึงการใช้นโยบายการเงินการคลังเข้มงวด ทำให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์จะมีแนวโน้มอ่อนตัวลง สิ่งหนึ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐ จะต้องตัดสินใจเลือกตัวบุคคลที่จะเข้ามาบริหารนโยบายการเงินการคลัง ที่สำคัญคือ ประธานคณะกรรมการธนาคารกลางมาแทนนายอลัน กรีนสแปน ซึ่งในปัจจุบันมีวัย 78 ปี และกำลังจะหมดวาระในอนาคตอันไม่ไกลนี้ ซึ่งการที่จะหาตัวแทนขึ้นดำรงตำแหน่งแทนไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับการยอมรับได้ในระดับเดียวกัน รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังที่เก่งกาจเข้ามาเสริมทีมอีก ขณะที่นโยบายต่างประเทศเมื่อมองในภาพรวม ว่า ประธานาธิบดีบุชได้รับชัยชนะก็จะยังคงมีมาตรการแข็งกร้าวต่อกลุ่มผู้ก่อการร้าย จะทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น และทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่สงบลงเร็วนัก

การตัดสินใจของชาวอเมริกันยังจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองของโลก รวมทั้งเป็นตัวอย่างสอนใจคนไทยที่กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ จะเลือกพรรคไหนให้เข้าจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศด้วยต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมในปริมาณเท่าใด คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนไทยเองว่าจะยอมรับกันได้ที่ความเสี่ยงภัยของประเทศที่ระดับใด