Make your own free website on Tripod.com

"สปิริต" การเมือง

คอลัมน์ เดินหน้าชน  โดย นงนุช สิงหเดชะ   มติชนรายวัน  วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9748

ในการกล่าวเปิดงานมหกรรมแสดงผลงาน 4 ปี ของรัฐบาล ในชื่อ "เหลียวหลังแลหน้า...จากรากหญ้าสู่รากแก้ว" ซึ่งรัฐบาลหรืออันที่จริงพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ใครที่ติดตามฟังสุนทรพจน์ของท่านนายกรัฐมนตรี ก็จะได้ยินอยู่ท่อนหนึ่งที่ท่านเรียกร้องว่า "การเมืองต้องมีสปิริต"

ท่านบอกว่าอีก 4 ปีข้างหน้า จะปราบคอร์รัปชั่นและเรียกร้องให้คนในชาติสามัคคี ท่านบอกว่าไม่อยากให้การเมืองที่ไม่ดี ทำให้สังคมมองเห็นแต่ความขัดแย้ง(ระหว่างพรรคการเมือง) เมื่อพูดถึงตอนนี้ท่านก็ได้ยกตัวอย่างกรณีที่นายจอห์น แคร์รี ผู้สมัครชิงประธานาธิบดีสหรัฐ จากพรรคเดโมแครต ได้ยอมแพ้ประธานาธิบดีบุชในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน และยังโทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับประธานาธิบดีบุช

ท่านนายกฯของเราบอกว่าแคร์รีนั้นไม่ต้องการนำข้อกฎหมายมาต่อสู้เกี่ยวกับผลเลือกตั้งเพราะเห็นแก่ประเทศชาติและประชาชน

คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ย่อมต้องการส่งสัญญาณถึงพรรคฝ่ายค้านว่า จะต้องมีสปิริตเหมือนกับแคร์รี "จะต้องไม่นำข้อกฎหมายมารบราฆ่าฟันกันเพื่อหวังยึดเป็นอาชีพเท่านั้น การเมืองต้องดีขึ้น ต้องมีสปิริตและวุฒิภาวะ" ท่านว่าอย่างนี้

นัยของท่านนายกฯคงต้องการ "สื่อสาร" หลายอย่างไปยังพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คำว่า "ไม่นำข้อกฎหมายมารบราฆ่าฟัน" นั้น ท่านนายกฯอาจต้องการหมายถึงอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องคดีซุกหุ้นที่กลับมา "หลอกหลอน" ท่านนายกฯอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากมีพยานจำเลยซึ่งเป็นถึงประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ให้การต่อศาลอาญาในลักษณะว่า มีการเข้าไป "แทรกแซง" ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการตัดสินคดีซุกหุ้นเมื่อเกือบ 4 ปีที่แล้ว(อันทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณพ้นผิด)

เรื่องที่สอง ก็คือเรื่องการจัดงานมหกรรม "จากรากหญ้าสู่รากแก้ว" ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ภายหลังจากพรรคมหาชนและประชาธิปัตย์ได้ยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบเพราะอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง

แน่นอนเป็นการดีที่ท่านนายกฯเรียกร้องให้การเมืองมีสปิริต แต่คำถามมีอยู่ว่า "สปิริต" ที่ว่านี้ ใครควรเรียกร้องจากใคร ฝ่ายรัฐบาลเท่านั้นหรือที่ควรเรียกร้องจากฝ่ายอื่น

แล้วฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องเป็น "ผู้นำ" ในการแสดงสปิริตบ้างหรือไม่ เพราะการเอาแต่เรียกร้องสปิริตจากคนอื่น ฝ่ายอื่น โดยมองไม่เห็น หรือแกล้งไม่รู้ว่าตัวเอง "ไร้สปิริต" นั้นเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์

งานมหกรรมที่เมืองทองธานีนั้น รัฐบาลอ้างแต่ข้อกฎหมายว่าทำได้ แต่ลืมนึกถึงความเหมาะสมและมารยาท ใครก็ตามที่ไม่นึกความเหมาะ-ควร มารยาท ก็สมควรจะถูกเรียกว่า "ไม่มีสปิริต" ด้วยเช่นกัน

แม้จะอ้างว่าเพื่อแสดงผลงานรัฐบาล แต่เจตนาก็ชัดเจนว่าเพื่อพรรคไทยรักไทย นอกจากนี้ยังยึดครองพื้นที่สื่อของรัฐมาโฆษณางานนี้ให้กับรัฐบาลทั้งหมด ใช้งบฯจัดงานไปหลายร้อยล้านบาท อ้างว่าทำในนามรัฐบาล แต่คนในพรรคไทยรักไทยลองถามใจตัวเองและตอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า "เป้าหมายหลัก" เพื่ออะไรกันแน่ ที่สำคัญ "เอาเปรียบ" พรรคอื่น "ทุกเม็ด" แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันใช่หรือไม่

ก่อนหน้านี้งาน "คิกออฟ" แคมเปญ ที่สนามกีฬาหัวหมาก เมื่อ 17 ตุลาคม ท่านนายกรัฐมนตรีขึ้นเวทีพูดอย่างเมามันตอนหนึ่งว่า "มีพรรคการเมืองบางพรรค เรียกร้องให้ทวงคืนประเทศไทย จะทวงคืนไปทำไม เอาไปจำนองเขาหรือครับ" ปรากฏว่าได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราว

เรื่องนี้ท่านนายกฯหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์ นำประเทศไทยเข้ารับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ(และท่านอ้างว่ารัฐบาลนี้ไถ่ถอนกลับมา) ท่านนายกฯเก่งที่พูดอย่างไม่กระดากปากว่า พรรคการเมืองอื่นเอาประเทศไปจำนองไอเอ็มเอฟ และทำให้คนเชื่อว่ารัฐบาลของท่านไม่เกี่ยวข้องกับการนำประเทศไทยไปจำนองไอเอ็มเอฟ

ทั้งที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2540 นั้นมีนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มีรองนายกรัฐมนตรีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชื่อนายทนง พิทยะ(ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสภาพัฒน์) เลขานุการฯ นายทนงในตอนนั้นชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งปัจจุบันเป็น รมว.คลัง และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในขณะนั้นคือนายวีรพงษ์ รามางกูร

การเซ็นมอบประเทศไทยเข้ารับการ "จำนอง" กับไอเอ็มเอฟ เกิดขึ้นเมื่อ 14 สิงหาคม 2540 ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ผู้จรดปากกาเซ็นจำนองคือ นายทนง พิทยะ โดยยอมรับ "ยาขม" ขนานใหญ่จากไอเอ็มเอฟ คือ 1.ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7 เป็น 10 % 2.ใช้นโยบายตรึงดอกเบี้ยสูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ 3.สั่งปิดสถาบันการเงิน 42 แห่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ โดยเฉพาะข้อ 2 กับข้อ 3 ทำให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง

ในเดือนสิงหาคมนั้นเอง ที่เกิดเสียงกระหึ่มโจมตีรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ว่าเอาประเทศไทยไป "จำนอง" กับไอเอ็มเอฟ กระทั่งนายวีรพงษ์ รามางกูร ต้องออกทีวีชี้แจงข้อกล่าวหา

หากจะมีการ "จำนอง" ประเทศเกิดขึ้นจริง ก็น่าจะเฉลี่ยกันไปทั้งสองรัฐบาล คือ รัฐบาล พล.อ.ชวลิต เป็นคนเอาไปจำนำ "มือแรก" และรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เอาไปจำนำเป็น "มือที่สอง"

เรื่องไอเอ็มเอฟพูดทีไรก็สนุกทุกที เพราะถ้าไล่ลูกระนาดไป ก็โดนกันหมดทุกรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลไหนเกี่ยวข้องก็ต้องแสดง "สปิริต" เฉลี่ย "รับความผิด" ไปเท่าๆ กัน

อย่ามา "ตัดตอน" รับเอาเฉพาะ "ความชอบ" เท่านั้น เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ทั้งความสามัคคีและสปิริตทางการเมืองที่นายกฯเรียกร้องคงเกิดขึ้นยาก

อย่าลืมว่าไทยรักไทยเป็นความหวังเดียวในตอนนี้ที่จะเป็นผู้นำในการปฏิรูปการเมือง