Make your own free website on Tripod.com

นักวิชาการกับไฟใต้

โลกาปริทรรศน์ : วรพล พรหมิกบุตร  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

ประเด็นเรื่อง "ข้อจำกัดภูมิปัญญา" ของแวดวงนักวิชาการในระบบมหาวิทยาลัยของไทยในทำนองคล้ายคลึงกันนี้ เคยปรากฏมาก่อนแล้วในกรณี "วิกฤติการเงิน พ.ศ.2540" ซึ่งองค์รวมภูมิปัญญาของนักวิชาการของไทย

ผมสามารถกล่าวโดยสุจริตใจต่อวิชาการ และวิชาชีพนักวิชาการของตนเองได้ว่า สถานการณ์ปัญหารุนแรงทางภาคใต้ที่ถูกโหมกระพือขึ้นเป็นอันมากในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของวาระการบริหารประเทศของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยวาระแรก (นับจากการจุดปะทุด้วยการก่อจารกรรมปล้นอาวุธของทางราชการจากหน่วยราชการรายย่อย จนถึงการบุกปล้นครั้งใหญ่ในค่ายทหาร) เป็น "สถานการณ์" ที่เกินขอบเขตศักยภาพของหลักสูตรการเรียนการสอนของ มหาวิทยาลัยในประเทศไทย สามารถจะให้ความรู้ความเข้าใจต่อสังคมไทยในวงกว้างได้

ไม่ว่าจะด้วยการอาศัยคำบรรยายรายวิชา หนังสือตำราทางทฤษฎีขั้นต่ำขั้นสูงที่เรียนรู้กันอยู่ จนถึงปัจจุบันในห้องเรียนและห้องสมุด เอกสารรายงานผลการวิจัยที่สะสมเป็นองค์ความรู้ของประชาคมนักวิชาการไทย หรือเอกสารข้อเท็จจริงจากภาคสนามที่เผยแพร่ปากต่อปากกันในกลุ่มคนจำกัดของนักวิชาการว่า "ลับ" หรือ "กึ่งลับ" รวมทั้งการรายงาน "ข่าว" ของสื่อมวลชน

เหตุที่มหาวิทยาลัยในไทยไม่สามารถจะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหาความรุนแรง ได้อย่างเพียงพอ ต่อการเสนอแนะทางการแก้ไขที่สมเหตุสมผล ต่อรัฐบาล และประชาสังคมไทย มิใช่เป็นเพราะประเทศไทยในปัจจุบัน ถูกครอบงำด้วยบรรยากาศของ "เผด็จการทางความคิด" ตามที่มีผู้นำเสนอประเด็นความคิดทำนองนี้กันอยู่บ้างทางสื่อมวลชน เช่น ความพยายามในการวิเคราะห์การตอบโต้ถกเถียงเชิงวาทกรรม (discourse) ระหว่างนักวิชาการกับผู้นำรัฐบาลว่าเป็นเผด็จการความคิดโดยรัฐ

แต่สาเหตุที่มหาวิทยาลัยและนักวิชาการมหาวิทยาลัยของไทย ไม่สามารถให้ความกระจ่างเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ตลอดช่วงเวลากว่า 6 เดือนที่ผ่านมา น่าจะเป็นสาเหตุเกี่ยวข้องกับ "ข้อจำกัดภูมิปัญญา" ที่ขาดแคลนทั้งข้อมูลแม่นตรงหรือสมจริง และความตั้งใจต่อเนื่องในการติดตามวิเคราะห์สภาพปัญหา

การกล่าวเช่นนี้อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เป็นการกล่าวอย่างถือดี หรือ "ยกตนข่มท่าน" ในแวดวงนักวิชาการด้วยกันเอง

แต่ความหมายที่แท้จริงของคำกล่าวข้างต้น เริ่มจากการพิจารณาข้อจำกัดภูมิปัญญาของผู้เขียนเองว่า ขาดแคลนข้อมูลเชิงวิชาการเป็นอันมาก เกี่ยวกับพลวัตความเคลื่อนไหวขององค์กรกลุ่มต่างๆ ที่พัวพันกันอยู่ใน "สถานการณ์ไฟใต้ปัจจุบัน" บนพื้นฐานความขาดแคลนข้อมูล หรือความจำกัดข้อมูลดังกล่าวนั้น คือ สาเหตุของการเกิด "ข้อจำกัดภูมิปัญญา" ในการวิเคราะห์และอธิบายให้นักศึกษาในชั้นเรียน หรือบุคคลภายนอกเกิดความกระจ่างเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงได้ชัดเจนและเชื่อถือได้

ประเด็นเรื่อง "ข้อจำกัดภูมิปัญญา" ของแวดวงนักวิชาการในระบบมหาวิทยาลัยของไทยในทำนองคล้ายคลึงกันนี้ (แต่ครั้งก่อนมีสาระทางเศรษฐกิจการเมืองมากกว่าการเมืองเศรษฐกิจ) เคยปรากฏมาก่อนแล้ว ในกรณี "วิกฤติการเงิน พ.ศ.2540" ซึ่งองค์รวมภูมิปัญญาของนักวิชาการของไทย นอกจากจะไม่สามารถวิเคราะห์เพื่อช่วยป้องกันการเกิดวิกฤติแล้ว ยังมีนักวิชาการหลายกลุ่มเป็นส่วนหนึ่งของพลังผลักดันสังคมไทย ให้มีพลวัตเคลื่อนใกล้เข้าสู่วิกฤติ (ผู้เขียนมิใช่เพิ่งนึกเรื่องทำนองนี้ขึ้นได้ขณะนี้ แต่เคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ "วิกฤติภูมิปัญญาไทย" ในแวดวงนักวิชาการมหาวิทยาลัยไว้ในรูปของบทความเผยแพร่ทางสื่อมวลชน และวารสารวิชาการก่อนหน้านี้แล้ว)

ผมอนุมานเอาในเชิงตรรกแบบเหตุผลนิยมว่า ตนเองน่าจะไม่ใช่นักวิชาการเพียงคนเดียว ที่มีข้อจำกัดภูมิปัญญาเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือนที่ผ่านมา (ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่อง "อุบัติเหตุ" เหมือนอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันแต่ประการใด ตามที่มีการโหมกระพือความรุนแรงให้ปรากฏขึ้นในช่วงปลายวาระการบริหารของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และการแข่งขันรับการเลือกตั้งทั่วประเทศครั้งใหม่ช่วงเวลา และพื้นที่ก่อสถานการณ์อันไม่เป็นที่พึงปรารถนาของสาธารณชนทั่วไปข้างต้น เป็นช่วงเวลาและพื้นที่การก่อสถานการณ์ที่ถูก "กำหนด" โดยมีเจตนาและเป้าหมายทางการเมืองของเครือข่ายองค์กรที่ไม่น่าจะเป็นมิตรกับรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเท่าใดนัก)

นอกเหนือไปจากนั้น ผมติดตามศึกษารับฟังผลงานของนักวิชาการที่เผยแพร่เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงของภาคใต้ตลอดเวลาหลายเดือนที่มาผ่าน (หลังจากที่ได้หยุดเขียนเรื่อง "ไฟใต้" ในโลกาปริทรรศน์ไประยะหนึ่งก่อนหน้านี้ การติดตามศึกษางานและความคิดจากแวดวงนักวิชาการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทำให้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการนำเสนอ "ความคิดเห็น" บนพื้นฐานของความคิดทางทฤษฎีการเมืองแบบเดิม (เช่น รัฐกับการแบ่งแยกชาติพันธุ์รัฐกับการทุจริตคอร์รัปชัน) โดยปราศจากฐานข้อมูลหรือข้อเท็จจริงไม่ว่าจะเป็นข้อมูลปฐมภูมิหรือทุติยภูมิใหม่ๆ มาใช้รองรับสนับสนุนความคิดเห็นเหล่านั้นเพิ่มเติมจากข้อมูลจำกัดที่มีอยู่ในแวดวงนักวิชาการปัจจุบัน

นักวิชาการกว่าร้อยคนที่ลงชื่อขอเข้าพบปะหารือร่วมกับแกนนำรัฐบาลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากจะเต็มไปด้วย "ความเห็น" เกี่ยวกับการดำเนินมาตรการของรัฐบาลแล้ว กลับขาดแคลนฐานข้อมูล หรือฐานข้อเท็จจริงในประเด็นปัญหาที่ตนเองมี "ความเห็น" มาเผยแพร่ผ่านเวทีทำเนียบรัฐบาลและเครือข่ายสื่อสารมวลชน

ถึงแม้ว่า "ความเห็น" และ "ความหลากหลาย" ของมุมมองความเห็นจะเป็นสิ่งอันพึงปรารถนาสำหรับการป้องกันภาวะ "เผด็จการความคิดทางวิชาการ" แต่เวทีหรือช่องทางการแสดงความเห็นที่มุ่งเพิ่มพูนคุณค่าเชิง "การตลาดวิชาการ" (Intellectual Markets) อาจไม่ช่วยมากนักในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาของสังคมโดยส่วนรวม เพื่อประโยชน์ของสาธารณชน