Make your own free website on Tripod.com

หยุดเถอะ 'ประชานิยม' นโยบายที่พรรคอื่น ไม่ควรเลียนแบบ

บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

เราเห็นด้วยกับคำเตือนของ 'ดร.อัมมาร สยามวาลา' นักวิชาเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ที่ได้ออกมาเตือน และแสดงความห่วงใย ต่อชะตากรรมของประเทศ ที่เกิดจากนโยบาย 'ประชานิยม' เนื่องจากประเมินว่า รัฐบาลปัจจุบัน เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยหันมากระตุ้น ด้านอุปสงค์ ผ่านนโยบายประชานิยม มากเกินเหตุ โดยมาจากความเชื่อของรัฐบาลที่ว่า ปัญหาของประเทศไทยนั้น เกิดจากกำลังการผลิตมากเกินไป ในขณะที่กำลังซื้อ มีไม่เพียงพอ แนวทางออก จึงมุ่งเน้นไปที่การพยายาม เร่งให้มีอุปสงค์มากขึ้น ซึ่งแน่นอน ในระยะสั้น จะได้ภาพเศรษฐกิจฟื้นตัว อัตราการเติบโตระดับ 6% ซึ่งความคิด และแนวทางออกแบบนี้ อาจจะนำมา ซึ่งการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน และที่สำคัญ เป็นแรงบีบให้รัฐบาล ต้องพยายาม รักษาระดับการเติบโต เกิน 5% ต่อไป

แรงกดดันดังกล่าวเกิดมาจากความวิตกของรัฐบาล ที่มองว่า หากระดับเศรษฐกิจหล่นเหลือต่ำกว่า 5% เมื่อไร ปัญหาหลายๆ อย่างจะเกิดขึ้นมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการว่างงาน การลงทุนภาคเอกชน หนี้ และแน่นอนในทางการเมืองย่อมส่งผลเสียหาย ดังนั้น แรงกดดันที่ต้องพยายามที่จะรักษาอัตราการเติบโตระดับเกิน 5% จำเป็นต้องเดินหน้าอัดฉีดเงินผ่านอุปสงค์ เพิ่มความรุนแรงของนโยบายประชานิยม เพราะจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่น่าห่วง คือ ต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย ความวิตกคือ แหล่งเงินจากธนาคารพาณิชย์ของรัฐ และเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล อาจจะถูกดึงมาใช้สนองเป้าหมายมากขึ้น เนื่องจากความจริงรัฐไม่อาจหวังเม็ดเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้มากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปกับรายจ่ายประจำและงบลงทุนผูกพัน

เมื่อเม็ดเงินสถาบันการเงินของรัฐ ถูกนำสนับสนุนนโยบายมากขึ้น สิ่งที่ ดร.อัมมาร และนักวิชาการหลายท่านเป็นห่วงตรงกัน คือ โอกาสที่จะถูกชักดาบ เป็นไปได้มาก เพราะประชาชนรากหญ้าส่วนใหญ่ เข้าใจว่า เม็ดเงินหลายโครงการที่ผ่านนโยบายนั้น 'ได้ฟรี' การเบี้ยวหนี้ย่อมมีสูง แน่นอนแม้รัฐบาลจะการันตีความเสียหายให้แบงก์รัฐ แต่สุดท้ายแล้ว ก็จำเป็นต้องตั้งงบประมาณชดเชย ความรับผิดชอบดังกล่าวย่อมตกแก่ประชาชน ผู้เสียภาษีในที่สุด ซึ่งบางรายการเราอาจจะไม่พบความเสียหายในระยะเวลาอันใกล้ จนกว่าจะปิดบัญชี และหากระดับเศรษฐกิจ ยังอยู่สูงเกิน 5% ปัญหาย่อมไม่โผล่ให้เห็น ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลควรตระหนัก และเร่งกลับทิศนโยบายเสียใหม่ ก่อนที่จะยากแก้การเปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นความเชื่อที่ประชาชนหวังจากรัฐบาลตลอดไป

สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ คือ หันมาดูด้านกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอุปทาน ที่เน้นคุณภาพการผลิต ขีดความสามารถในการแข่งขัน ปฏิรูปกลไกต่างๆ นอกจากนั้น ปัจจุบันแนวคิดเรื่องประชานิยม เริ่มแพ่รเชื้อ กลายเป็น 'ระบอบ' ที่ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ต้องดำเนินการตามกรอบที่รัฐบาลไทยรักไทยดำเนินการไว้ เนื่องจากบางพรรคการเมือง เริ่มที่จะชูนโยบายหาเสียงที่เป็นประชานิยม แม้จะเห็นจุดดีพรรคการเมือง มีการแข่งขันด้านนโยบายมากขึ้น แต่หากแข่งในจุดที่เป็นภัยกับประเทศแล้ว ก็ไม่ควรได้รับการส่งเสริม ยิ่งล่าสุด นักวิชาการ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ได้นำเสนองานวิจัย “กองทุนหมู่บ้าน” ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า เป้าหมายที่รัฐบาลมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรายได้ในชุมชน แต่ในข้อเท็จจริงกลับไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ตรงกันข้าม ชุมชนกลับ 'ป่วย' เหตุหนี้มากขึ้น