Make your own free website on Tripod.com
ความรุนแรงที่ไม่จำเป็น และอันตรายในภาคใต้

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9732

หน่วยข่าวกรองของรัฐหน่วยหนึ่งให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่า มีบุคคลต้องสงสัยในหมู่ผู้นำทางศาสนา และนักวิชาการของมหาวิทยาลัยมีชื่อในภาคใต้บางคน ปลุกปั่นให้ประชาชนชาวมลายูมุสลิมเรียกร้องเขตปกครองพิเศษสำหรับพื้นที่สาม-สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผมไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า เหตุใดผู้ที่เรียกร้องเช่นนี้จึง "น่าสงสัย" แก่หน่วยข่าวกรอง เขาไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายอย่างแน่นอน ผมเองก็อยากจะเรียกร้องอย่างเดียวกัน แต่ไม่ได้เรียกร้องให้แก่สาม-สี่จังหวัดภาคใต้เท่านั้น อยากเรียกร้องให้รัฐส่วนกลางคืนอำนาจการบริหารจัดการตัวเองแก่ประชาชนในทุกจังหวัดของประเทศไทย อันที่จริงรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐทำอย่างนี้ด้วยซ้ำในนามของการกระจายอำนาจ

ยิ่งไปกว่าไม่ผิดกฎหมาย ข้อเรียกร้องอย่างนี้(เช่นเดียวกับข้อเรียกร้องของหะยีสุหรง) แสดงว่าผู้เรียกร้องไม่ต้องการ "แยกดินแดน" เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือสิทธิเสรีภาพที่อยู่ในกรอบของราชอาณาจักรไทย ไม่ได้มุ่งไปแสวงหาในประเทศที่จะสถาปนาขึ้นใหม่แต่อย่างใด

เรามีหน่วยข่าวกรองที่ไม่สามารถแยกได้ว่า กิจกรรมอะไรที่ควรเฝ้าจับตามอง และกิจกรรมอะไรที่เป็นสัญญาณไปในทางที่ยิ่งเพิ่มเสถียรภาพและบุรณภาพของรัฐ ปัญหา "การข่าว" ของเราจึงมีมากกว่าไร้เอกภาพในการบริหารจัดการเท่านั้น แท้จริงแล้วคุณภาพงานข่าวของหน่วยสืบราชการลับเหล่านี้(ขอประทานโทษ) ห่วยแตก

และขอประทานโทษอีกที ผมไม่เคยเห็นหน่วยข่าวกรองที่ไหนในโลกเขาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนมากมายเหมือนเมืองไทย แม้จะมีเหตุผลในการเฝ้าจับตามองใครก็ตาม ทำไมต้องโพนทะนา นอกจากเพื่อกลบเกลื่อนความ "ห่วยแตก" ในงานของตัวเท่านั้น

และความ "ห่วยแตก" นี้นำไปสู่ความรุนแรงที่ยิ่งทำให้สถานการณ์ในภาคใต้เสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็ว แต่จะโทษเฉพาะหน่วยข่าวกรองก็ไม่เป็นธรรมนัก เพราะผู้นำของเราเองที่ไม่ยอมใช้สติปัญญาที่อ้างว่ามีมากมายนั้น "กรอง" ข่าวกรองที่ส่งถึงมือตัวต่างหาก การตัดสินใจจึงผิดตลอดมา ผิดเพราะมาจากฐานความเข้าใจที่ผิด และผิดเพราะความรุนแรง(ในทุกความหมาย) คือคำตอบเพียงอันเดียวที่ตัวรู้จักในชีวิต

อย่างการตายอย่างน่าอนาถของผู้ประท้วงถึง 81+6 ศพที่ตากใบเมื่อเร็วๆ นี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

เริ่มจากตำรวจไปจับอาสาสมัครป้องกันตนเองที่ฝ่ายทหารจัดตั้งขึ้น 6 คน เพราะให้การเท็จว่าถูกปล้นปืน แท้จริงแล้วพวกเขามอบปืนให้แก่ผู้ก่อความไม่สงบโดยดีต่างหาก

แต่ข่าวนี้เป็นที่รู้กันมาก่อนหน้านั้นตั้งเกือบสองสัปดาห์มาแล้ว เพราะการสอบสวนของฝ่ายทหารพบว่าเหตุการณ์ปล้นปืนตามที่กล่าวอ้างนั้นไม่จริง ในที่สุดบุคคลเหล่านี้ก็ยอมรับสารภาพว่ากุเรื่องขึ้นเอง เนื่องจากถูกฝ่ายก่อความไม่สงบข่มขู่คุกคามว่า จะสังหารญาติพี่น้องของอาสาสมัครเหล่านี้ ถ้าไม่นำปืนไปมอบให้แก่ผู้ก่อความไม่สงบ

มองในแง่การข่าว นี่เป็นปมเงื่อนสำคัญที่จะทำให้สืบลึกลงไปถึงตัวผู้ก่อความไม่สงบได้อีกมาก เช่นปิดข่าวแล้วยอมรับว่าคนเหล่านี้ถูกปล้นปืนไปจริง ในขณะที่เกลี้ยกล่อมจนได้ชื่อของผู้ที่ข่มขู่คุกคามเป็นต้น กะอีแค่ปืน 6 กระบอก ไม่ทำให้ใครแข็งแรงขึ้นหรืออ่อนแอลงแน่ ส่วนในแง่ของความจริงที่คนกลุ่มนี้ยอมสารภาพ ก็สะท้อนให้เห็นจุดอ่อนอีกหลายจุดในการก่อตั้งกองกำลังรักษาตนเองในหมู่บ้าน หากเอามาใช้ในการปรับแก้ก็จะได้กองกำลังคุ้มครองตนเองที่มีสมรรถภาพมากขึ้นในอนาคต

แต่ตำรวจกลับนำกำลังไปจับกุมบุคคลเหล่านี้ เพื่อเอาตัวมาดำเนินการตามกฎหมาย ข้อหาแจ้งความเท็จ

ตั้งแต่นี้ต่อไปกองทัพจะไปจัดกองกำลังรักษาตนเองได้อย่างไร นอกจากตัวผู้เป็นอาสาสมัครจะต้องเสี่ยงชีวิตตนเองแล้ว ยังเอาชีวิตญาติพี่น้องทั้งหมดเข้าไปเสี่ยงด้วย ยอมจำนนต่อคำขู่คุกคามของฝ่ายตรงข้าม(ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นมามากแล้วว่า สามารถทำตามคำขู่ได้จริง) กลับกลายเป็นผู้ต้องหาของตำรวจ

ถึงนายกรัฐมนตรีซึ่งลงไปดูเหตุการณ์ด้วยตนเองไม่อยากทราบ แต่ผมอยากทราบว่าตำรวจคนไหนเป็นผู้สั่งจับกุม เขาคิดอย่างไร และคิดอย่างนั้นทำไม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนอย่างนี้

แล้วการชุมนุมประท้วงก็เกิดขึ้นขนานใหญ่ ผู้คนนับเป็นพัน(ถูกจับกุมไปกว่า 1,300 ที่ถูกสกัดไว้มิให้เข้ามาร่วมประท้วงอีกนับเป็นพัน รวมทั้งหมดแล้วไม่ทราบว่าจะกี่พันคน) เดินทางจากทั่วสารทิศเข้ามาร่วมกันที่สถานีตำรวจ

เหตุใดจึงมีคนมากมายทั่วสารทิศเช่นนี้ ผมตอบไม่ได้ แต่ไม่เชื่อว่าคนเหล่านี้ถูกจ้างมาคนละ 200 บาท อย่างที่สื่อลงเป็นข่าว เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ว่าใครจะได้อะไรจากการอยู่เบื้องหลังการประท้วง ถ้าผู้ก่อความไม่สงบเป็นฝ่ายจ้างก็นับว่าน่าอัศจรรย์ เพราะด้วยการลงทุนน้อยกว่านี้ เขาประสบความสำเร็จในการก่อให้เกิด "ความไม่สงบ" อย่างกว้างขวางทั่วดินแดนแถบนี้อยู่แล้ว ถ้านักการเมืองท้องถิ่นหรือระดับชาติอยู่เบื้องหลัง เขาจะทำเพื่ออะไร หากต้องการคะแนนเสียง ก็เข้าไปขอประกันตัวผู้ต้องหาอย่างเปิดเผย มิทำคะแนนเสียงได้มากกว่าหรอกหรือ

ยิ่งการใช้ยาที่มีผลต่อจิตประสาทดังที่ท่านนายกฯพยายามเบี่ยงประเด็น ผมยิ่งไม่เชื่อ และผมไม่คิดว่าจะมีคนที่มีสติสัมปชัญญะคนใดเชื่อด้วย อาการมึนเมา(จากเหล้าหรือสารอื่นก็ตาม) เป็นอันตรายอย่างยิ่งในการประท้วงทุกชนิด ใครที่เป็นผู้นำการประท้วงไม่รู้แค่นี้ จะไปจัดตั้งการประท้วงขนาดใหญ่อย่างนี้ไม่ได้แน่

อย่างไรก็ตาม ผมอธิบายไม่ได้ว่า เหตุใดจึงมีการประท้วงได้ขนาดใหญ่ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ ผมไม่ปฏิเสธว่าต้องมีการจัดองค์กรในรูปใดรูปหนึ่ง แม้อย่างไม่เป็นทางการนักก็ตาม และตรงนี้แหละที่ผมพบว่าเราแทบไม่มีความรู้ในด้านการจัดองค์กรของชาวบ้านมลายูมุสลิมเอาเลย เขามีเครือข่ายความสัมพันธ์กันอย่างไร ขอบเขตของเครือข่ายนั้นกว้างขวางเพียงใด และสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติการทางสังคมและการเมืองได้ในระดับใดบ้าง

ผมไม่ได้หมายถึงความสัมพันธ์ในลักษณะสมาคมลับ แต่หมายถึงความสัมพันธ์ซึ่งมีเป็นปกติในสังคมและวัฒนธรรมของเขา ซึ่งอาจใช้อยู่ในทางศาสนาหรือในทางอื่นๆ เป็นปกติอยู่แล้วนี่แหละ

ความไม่รู้นี้เป็นความอ่อนแอของสังคมไทยทั้งหมดที่ไม่เคยใส่ใจกับสังคมและวัฒนธรรมของชาวมลายูมุสลิมเหล่านี้ ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ผมอยากเห็นผู้นำของประเทศรู้จักเคารพความไม่รู้บ้าง อย่าอวดรู้ไปหมด แล้วตัดสินใจไปในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างที่ได้เกิดขึ้นอยู่เสมอในกรณีภาคใต้

การประท้วงโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นสิทธิ์ของพลเมืองไทยทุกคนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ยิ่งไปกว่านั้นการประท้วงยังแสดงว่าประชาชนที่เข้าร่วมต่างมองเห็นประเทศไทยเป็นเวทีการต่อสู้ของตัว เปรียบเทียบกับผู้ก่อความไม่สงบซึ่งไม่ต้องการใช้เวทีนี้เลย สิ่งที่รัฐไทยควรเลือกคืออะไรก็เห็นได้ชัดอยู่แล้ว นั่นคือทำให้เวทีนี้เป็นเวทีแห่งการต่อรองโดยสงบของคนทุกกลุ่มได้จริง นี่คือการสร้างพันธะต่อชาติยิ่งกว่าคำปลุกใจทั้งหลาย ผลที่ได้ไม่เกิดเฉพาะผู้ร่วมประท้วงเท่านั้น แม้แต่กลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมก็จะเกิดความวางใจที่จะใช้เวทีนี้สำหรับการต่อรองมากขึ้น นั่นก็ยิ่งเป็นการดีแก่ประเทศไทยไม่ใช่หรือ

ตราบเท่าที่ผู้ประท้วงยังไม่ได้คุกคามที่จะใช้กำลังสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของฝ่ายราชการ (ซึ่งกองกำลังฝ่ายรัฐได้เข้าประจำสถานที่ตั้งอย่างล้นเหลือ จนกระทั่งภัยคุกคามนี้ไม่มีแล้ว) แม้ฝ่ายผู้ประท้วงยังไม่ยอมเจรจา ก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะประท้วง ถ้าแม้แต่โต๊ะครูหรือญาติของฝ่ายประท้วงยังไม่สามารถนำการประท้วงไปสู่การเจรจาได้ ราชการควรยอมถอยมาสู่การเจรจาเพื่อให้เกิดการเจรจา โดยยังไม่ต้องมีคำขาดว่าจะปล่อยหรือไม่ปล่อยผู้ต้องหา

ระหว่างผู้ประท้วง และฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ใครจะอดทนต่อสถานการณ์ได้ยาวนานกว่ากัน ผมคิดอย่างไรก็คิดไม่เห็นว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐจะแพ้เปรียบตรงไหน อย่าลืมว่าในระหว่างนั้น รัฐยังสามารถปฏิบัติการทางจิตวิทยากับประชาชนในวงกว้างได้ไปพร้อมกันด้วย

ความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้นในภาคใต้ครั้งนี้ไม่จำเป็น คำสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีหลังกลับจากสถานที่เกิดเหตุ ยืนยันความถูกต้องของการปฏิบัติการ พร้อมทั้งอ้างการรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับเพิ่มความรุนแรงฝ่ายรัฐให้หนักมากขึ้น เพราะปิดทางออกไปสู่หนทางสงบอย่างอื่นแทบทั้งหมด จนกระทั่งความหวังที่จะเห็นการแก้ปัญหาภาคใต้โดยสงบห่างไกลออกไปอีกลิบลับ อย่างน้อยก็ต้องรอจนกว่าจะพ้นสมัยของนายกรัฐมนตรีคนนี้ซึ่งนิยมใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาทุกปัญหาตลอดมา

และในบรรดาฝ่ายต่างๆ ที่ทำให้ความรุนแรงในภาคใต้ลุกลามมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ผมอยากจะโทษสื่อทุกประเภท ในวันที่ 25-26 ต.ค.(และอันที่จริงจะพูดว่าจนถึงวันนี้ก็ได้) สื่อเสนอข่าวตามที่รัฐป้อนให้ทุกอย่าง นับตั้งแต่เมาเหล้าแล้วแก้เป็นเมาสารอื่น ถูกจ้างมาหัวละ 200 บาท มีผู้ปลุกปั่นยุยงอยู่เบื้องหลัง มีการเตรียมการมาก่อนอย่างดี เชื่อมโยงกับพวกปล้นปืนในเดือน ม.ค. ฯลฯ ขอประทานโทษ ท่านไม่เคยคิดจะคุยกับชาวบ้านและแหล่งข่าวอื่นเพื่อสร้างสมดุลของข่าวบ้างเลยหรือ ถ้าอย่างนั้นจะมีสื่อไว้ทำไม มีแค่-กรมกร๊วกกรมเดียวก็พอแล้ว

ถ้าจะมีใครที่ต้องขอโทษประชาชนในภาคใต้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐระดับเล็กที่ถูกทำร้ายทั้งหมด สื่อควรเป็นคนแรกๆ ที่ต้องขอโทษ เพราะท่านคือคนที่ช่วยราดน้ำมันลงบนกองเพลิงอย่างเมามันด้วยคนหนึ่ง