Make your own free website on Tripod.com

อาถรรพณ์ของอำนาจ

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์   มติชนรายวัน วันที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9739

การถุ้งเถียงทวงหนี้กันของ "คนเดือนตุลา" นั้นน่าสนุกดี จนผมอดร่วมวงไม่ได้

อันที่จริง "คนเดือนตุลา" หมายความว่าอย่างไรนั้นยังไม่เป็นที่แน่นอนนัก และส่วนหนึ่งของการตอบโต้ของ "คนเดือนตุลา" ในซีกรัฐบาล ก็มาจากการใช้ความหมายที่ไม่ตรงกับฝ่าย "ลูกโดม"

จดหมายเปิดผนึกของ "คนเดือนตุลา" ฝ่ายลูกโดมนั้นใช้ความหมายในเชิงอุดมคติ นั่นก็คือ นอกจากมีบทบาทต่อสู้และปกป้องประชาธิปไตยในเดือนตุลาเมื่อปี 2516 หรือ 2519 แล้ว ยังหมายถึงพันธะทางใจที่มีต่อประชาธิปไตยและประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลายตลอดไปด้วย

แม้ความหมายนี้ไม่ใช่ความหมายเดียวของ "คนเดือนตุลา" แต่ปฏิเสธได้ยากว่า นี่เป็นความหมายที่ถูกโฆษณามากที่สุด ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือ, งานนิทรรศการ, การอ้างถึง ฯลฯ ฉะนั้นถึงแม้ใครไม่คิดว่าตัวเป็น "คนเดือนตุลา" ในความหมายนี้ ก็น่าจะรู้ว่า "ลูกโดม" หมายถึงอะไร

แต่นั่นก็ไม่แน่เสมอไปนะครับ

เสี่ยอดิศร เพียงเกษ เป็นตัวอย่างหนึ่งของคนที่ไม่ยอมรับรู้ความหมายอันนี้เอาเลย

ในฐานะของ "คนเดือนตุลา" ซึ่งอยู่ซีกสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู เขาตอบโต้จดหมายเปิดผนึกของ.."คนเดือนตุลา" ที่เป็นลูกโดมว่า คนเราจะเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่กลางถนนตลอดไปไม่ได้ ถ้าคิดว่าคนอย่างเขาจะลาออกไปเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบนั้นอีก เขาถามว่า "ฝันไปหรือเปล่า?"

ครับตรงไปตรงมาดีจังเลย ตรงเสียจนผมไม่แน่ใจว่าเสี่ยไม่รู้ความหมายของ "คนเดือนตุลา" ในเชิงอุดมคติจริงๆ หรือแกล้งนิยามความหมายของ "คนเดือนตุลา"เสียใหม่ให้ไร้ความหมายกันแน่ ที่ว่าไร้ความหมายก็เพราะ "เดือนตุลา" กลายเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเดียว คือกลางถนนอย่างที่ขบวนการนักศึกษาใช้ในช่วง 2516-19 เท่านั้น กลางถนนจึงไม่ได้เป็นเพียงยุทธวิธี แต่เป็นทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธีไปพร้อมกัน

นัยยะที่เสี่ยอดิศรอาจไม่ได้ตั้งใจจะหมายถึงก็คือ ถ้ากระนั้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ "คนเดือนตุลา" ในช่วงนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากการเต้นแร็พกลางถนน...นอกจากสนุกดีแล้ว ยังมีคนชมจำนวนมากด้วย

ท่านนายกฯไม่รับรู้ความหมายเชิงอุดมคติของ "คนเดือนตุลา" ได้สวยกว่า ท่านกล่าวว่า ท่านไม่ใช่ "คนเดือนตุลา" เพราะท่านเกิดในเดือนกรกฎา ผมเชื่อว่าคนอีกมากคงกระอักกระอ่วนโดยบริสุทธิ์ใจที่จะประกาศความเป็น "คนเดือนตุลา" หรือแม้แต่ประกาศความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ "คนเดือนตุลา" เพราะวลีนี้นอกจากมีความหมายเชิงอุดมคติอย่างที่กล่าวแล้ว(ซึ่งทำให้ใครๆ ก็สามารถเป็น "คนเดือนตุลา" ได้) ยังมีความหมายในเชิงความเป็นจริงอย่างไม่แยกจากกันด้วย หมายความว่าใครจะเป็น "คนเดือนตุลา" ได้ ต้องมีบทบาทในช่วงนั้นในชีวิตจริงด้วย

ไม่อย่างนั้นลูกโดมจะมีจดหมายไปถึง "คนเดือนตุลา" ในซีกรัฐบาลได้อย่างไร จดหมายน่าจะจ่าหน้าถึงใครก็ตามที่สนับสนุนประชาธิปไตยและประชาชนทุกคนมากกว่า ซ้ำยังลงนามโดย "คนเดือนตุลา" ในความหมายจริงเสียอีก

อย่างไรก็ตาม "คนเดือนตุลา" จำนวนไม่น้อยที่ได้รับจดหมายจากลูกโดมเคยอยู่ในบัญชีรับเงินเดือนของคุณทักษิณ ชินวัตร มาตั้งนานแล้ว คำขอร้องของลูกโดมให้แยกวงตอนนี้จึงดูจะสายเกินไปหน่อยกระมัง ผมยังออกจะแปลกใจด้วยซ้ำว่า เหตุใดลูกโดมจึงไร้เดียงสากับเนื้อแท้ของ "คนเดือนตุลา" ที่อยู่กับรัฐบาลทักษิณได้ถึงขนาดนี้ หรือมนต์ของ "เดือนตุลา" มันปิดบังดวงตาของเขา

คำตอบโต้ที่น่าสนใจกว่ามาจากรัฐมนตรี "คนเดือนตุลา" อีกหลายคนที่ร่วมอยู่ในรัฐบาลทักษิณ

โดยสรุปรวมๆ แล้ว คนเหล่านี้ยังพยายามจะรักษาความหมายเชิงอุดมคติของ "คนเดือนตุลา" ไว้ (โดยเฉพาะรักษาไว้เหมือนเป็นคุณสมบัติของตัวเองสิครับ) พวกเขากล่าวสอดคล้องกันว่า "คนเดือนตุลา" ด้วยกันน่าจะได้พูดคุยกันมากกว่า(เขียนจดหมายประจานกันแบบนี้) พวกเขาจึงยินดีอย่างยิ่งที่จะให้เพี่อน "คนเดือนตุลา" ได้เคาะประตูห้องเยี่ยมหน้ามาคุยกันบ้าง

หนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวนี้อดไม่ได้ที่จะแทรกข้อความไว้ด้วยว่า ไม่ได้มีคำเชิญเป็นทางการ

แปลว่า "คนเดือนตุลา" ลูกโดมน่าจะเดินไปที่กระทรวง แล้วก็อาดๆ ไปเคาะประตูห้องรัฐมนตรี ขอกาแฟกินสักถ้วย เปิดการสนทนากันได้เลย ผมไม่ทราบว่าหน้าห้องของท่านรัฐมนตรีเหล่านี้เป็น "คนเดือนตุลา" ด้วยกันหรือไม่ ถึงใช่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่า เขายังเห็นความสำคัญของความเป็น " คนเดือนตุลา" มากพอที่จะเรียนท่านรัฐมนตรีหรือไม่ว่า เฮ้ยพวกเราขอพบว่ะ

ถึงจะชวนไปพบเพื่อสนทนากันด้วยความจริงใจหรือไม่เพียงใดก็ตาม อย่างน้อยท่านรัฐมนตรีเหล่านี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธความหมายเชิงอุดมคติของ "คนเดือนตุลา" และท่านเองก็ส่อนัยยะให้เห็นว่าอั๊วก็ยังไม่เปลี่ยน เหมือนเดิมว่ะ ทำเพื่อประชาชนนะเฟ้ย

แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับผมก็คือ ท่านพูด "ลง" มายังเพื่อนๆ "คนเดือนตุลา" ว่า หลายเรื่องด้วยกันนั้นคนนอกไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ เพราะมีข้อมูลไม่พอและไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นจริง

โอ้โฮ คำอธิบายแบบนี้ช่างชินหูคนอายุขนาดผมเสียนี่กระไร ผมได้ยินคำอธิบายของคนที่อยู่ในอำนาจแบบนี้มาตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นี่ว่าเฉพาะในชั่วชีวิตของผมนะครับ ถ้าขยันไปเปิดเอกสารประวัติศาสตร์ดูเรื่องก่อนเกิด ก็จะพบคำอธิบายอย่างนี้มาตั้งแต่ก่อน 2475(น่าสังเกตด้วยนะครับว่า การรัฐประหารของระบอบถนอม-ประภาส ในปี 2514 ซึ่ง ..."คนเดือนตุลา" ต่อต้านนั้น ก็มีคำอธิบายอย่างนี้แหละ คือความจำเป็นที่คนนอกไม่มีทางจะรู้ได้)

ไม่ต้องพูดมากก็เห็นอยู่แล้วว่าคำอธิบายอย่างนี้เป็นคำแก้ตัว แต่เป็นคำแก้ตัวที่น่ารักนะครับ เพราะไม่ได้ประณามหยามเหยียดความเห็นแย้งมากไปกว่าความไม่รู้ กลับยกย่องว่ามีเจตนาที่ดีไม่ต่างจากคนที่ถืออำนาจอยู่ในมือ(เจตนาดีที่ไม่ต้องกล่าวออกมาคือผลประโยชน์ส่วนรวมไงครับ) เพียงแต่ถ้าเอ็งรู้อะไรอย่างที่ข้ารู้ เอ็งก็ต้องทำอย่างนี้แหละวะ

ที่น่ารักหรือน่ากระทืบอีกอย่างหนึ่งในคำแก้ตัวนี้ก็คือ ด้วยเหตุดังนั้น การตรวจสอบหรือการมีส่วนร่วมของคนนอก ซึ่งหมายถึงประชาชนทั่วไปย่อมไม่มีประโยชน์เท่าไร ถึงอย่างไรคนนอกก็ไม่มีข้อมูลเพียงพอจะร่วมตัดสินใจได้อยู่แล้ว เข้ามาร่วมก็ไม่มีประโยชน์อะไร รังแต่จะก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันเปล่าๆ

สมกับที่เป็นคำกล่าวของ aristocrat ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเสนาบดีของรัฐบาลทักษิณ เพราะคนสองจำพวกนี้เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยมีศรัทธาแท้จริงต่อประชาชน และรังเกียจการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทุกอย่าง พรรคหรือท่านนายกฯทักษิณเท่านั้น ที่มีข้อมูลและความแม่นยำทางทฤษฎีหรือปัญญาญาณพอจะตัดสินใจทุกเรื่องได้

ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในคำตอบโต้ของท่านรัฐมนตรี "คนเดือนตุลา" ก็คือ ท่านกล่าวว่า "คนเดือนตุลา" ด้วยกันไม่ควรจะ "ใจร้อน" อย่างที่เคย "ใจร้อน" มาแล้วเมื่อ 31 ปีที่แล้วมา

ครับ "เดือนตุลา" ที่เราขนลุกขนพองเวลาได้ยินใครเอ่ยถึงนั้น เอาเข้าจริงแล้วในความเห็นของ "คนเดือนตุลา" ด้วยกันที่ได้ถืออำนาจบ้านเมืองเวลานี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าความ "ใจร้อน" ของเด็กหนุ่มเด็กสาวเท่านั้น คลั่งวิชาน่ะครับ เพราะครูมันแรง

และเช่นเดียวกับคำแก้ตัวข้างต้น "ใจร้อน" ก็เป็นคำอธิบายของชนชั้นปกครองในเมืองไทยมาตั้งแต่ก่อน 2475 เหมือนกัน จนทุกวันนี้ประวัติศาสตร์ไทยยังอธิบายการปฏิวัติ 2475 ว่า "ใจร้อน" อยู่เลย เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ตั้งพระทัยจะนำประชาธิปไตยมาสู่สังคมไทยอยู่แล้ว

การเคลื่อนไหวของนักศึกษาก่อน 2516 ก็ถูกชนชั้นปกครองอธิบายว่าเป็น "ใจร้อน" เป็นคำอธิบายที่น่ารักเหมือนกัน เพราะยอมรับเจตนาดีของผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง เพียงแต่ไม่ดูจังหวะ, โอกาส, หรือความเหมาะสมให้ถ้วนถี่เท่านั้น "ใจร้อน" จึงเป็นคำอธิบายที่เหมาะจะใช้กับผู้ต่อต้านที่เรากระทืบไม่ได้(เพราะไม่อยากกระทืบหรือทำไม่ได้ก็ตาม) เช่น นักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งล้วนเป็นลูกหลานของคนชั้นกลางซึ่งใกล้ชิดกับเผด็จการทหารทั้งนั้น

แต่ "ใจร้อน" เป็นคำอธิบายที่ไม่เหมาะจะใช้กับผู้ต่อต้านคัดค้านที่เป็นคนนอก เช่น สมัชชาคนจน, ผู้ต่อต้านท่อก๊าซที่จะนะ, หรือชาวสลัมที่อยากได้นโยบายซึ่งให้ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ฯลฯ เพราะไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องถนอมน้ำใจกัน ถ้าห้ามไม่ฟังก็กระทืบได้เลย ด้วยเหตุดังนั้น เราจึงไม่เคยได้ยินคำอธิบายว่า "ใจร้อน" มานาน เพราะการเคลื่อนไหวในระยะหลังนี้ล้วนมาจากกลุ่มคนนอก หรือคนจนคนด้อยโอกาส ซึ่งถ้าไม่ถูกปั่นหัวให้มาชุมนุมประท้วง ก็ต้องถูกจ้างมาแหงแซะ

ผมคุยมาตั้งนาน เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปสั้นๆ นิดเดียวว่า ถ้ามองในทางกลับ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชนชั้นปกครองของไทยไม่ได้พัฒนาข้ออ้างความชอบธรรมอะไรขึ้นใหม่เลย แม้คนที่เข้ามาสังกัดชนชั้นปกครองอาจมีปูมหลังที่แตกต่างกันเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อเข้าสู่ตัวระบบแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากคนอื่นที่เคยมีอำนาจมาก่อน

ในขณะที่สังคมไทยเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอันมากแล้ว ข้ออ้างความชอบธรรมเหล่านี้จึงไร้ความหมายลงทุกที ยิ่งคิดถึงกลุ่มคนหน้าใหม่คือคนชั้นล่างที่เริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ชนชั้นปกครองไทยแทบจะไม่มีข้ออ้างความชอบธรรมใดๆ ในการเผชิญกับการเคลื่อนไหวของคนหน้าใหม่เหล่านี้เลย และนี่เป็นเหตุให้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงได้ยาก