Make your own free website on Tripod.com

สังคมไทย-สังคมการเรียนรู้

โดย นายแพทย์เกษม วัฒนชัย  มติชนรายวัน  วันที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9740

ในขณะที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อการแปรสังคมของตนให้เป็นสังคมความรู้ สำหรับประเทศไทยการสร้างสังคมแห่งความรู้จำเป็นต้องมีความเข้าใจในประเด็นสำคัญๆ คือ พื้นฐานของสังคมไทย ความรู้ที่มีอยู่เดิมในสังคมของเรา เรามีอะไร และขาดอะไร ปัญหาของเราคืออะไร

และสุดท้ายสำคัญที่สุดก็คือ ความรู้ที่เราสร้างขึ้นเป็นความรู้ชนิดไหน จึงจะเป็นความรู้ที่สามารถนำพาสังคมไปสู่ความสุขและอิสรภาพอย่างแท้จริง

ความรู้ของสังคมไทย

สังคมเราต้องการองค์ความรู้ เพื่อที่จะเปลี่ยนองค์ความรู้นั้นเป็นเครื่องมือในการทำงานหรือเทคโนโลยีสำหรับการบริหารจัดการ อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ การบริหารจัดการภาครัฐ การบริหารจัดการภาคเอกชน และการบริหารจัดการสังคม

ในส่วนของความรู้และเทคโนโลยีการบริหารภาครัฐ สังคมไทยมีองค์ความรู้ด้านนี้ค่อนข้างมาก ทั้งในระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาโทและเอก ในส่วนของโครงสร้างรัฐ ไม่ว่าส่วนกลางหรือท้องถิ่น เป็นระบบใหญ่ ลงหลักปักฐานะเป็นปึกแผ่น ยากต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะองค์ความรู้ในการจัดการภาครัฐของไทยลงตัวมากในช่วง 100-200 ปีที่ผ่านมา

การจัดการความรู้ภาคเอกชน โดยเฉพาะในส่วนของการบริหารธุรกิจ ความรู้และเทคโนโลยีด้านนี้พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะระยะหลังๆ เพราะธรรมชาติของธุรกิจเป็นการแข่งขัน ต้องใช้ความเร็ว ไม่ใช่แค่แพ้ชนะกันด้วยการผลิตขนาดใหญ่(economy of scale) แต่แข่งขันกันด้วยความเร็ว(economy of speed) ระบบการจัดการภาคธุรกิจพัฒนาเร็วเพื่อให้ทันกับการแข่งขัน มีองค์ความรู้ เทคนิคใหม่ๆ ตลอดเวลา

ต่างจากภาคสังคม ซึ่งถูกทิ้งล้าหลัง ต่างจากในอดีต เมื่อการจัดการภาครัฐยังไม่ซับซ้อน เป็นแบบง่ายๆ ตามระบบเวียง วัง คลัง นา รัฐมีขนาดเล็ก ส่วนภาคธุรกิจแทบไม่มีเลย ภาคสังคมจึงใหญ่ที่สุด มีการจัดการภาคสังคมที่เข้มแข็ง ทั้งการจัดการด้านการผลิต และการจัดระบบความสัมพันธ์ภายในชุมชน มีดุลยภาพในสังคม อยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยภาครัฐ รัฐก็ไม่เข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก อย่างมากก็เพียงเก็บภาษี เกณฑ์แรงงาน และให้ความคุ้มครองจากศัตรูภายนอก

ดังนั้น องค์ความรู้สังคมจึงเป็นปึกแผ่นมาก น่าเสียดายที่องค์ความรู้ส่วนนี้หมดไปเมื่อภาครัฐเข้าครอบงำ ตามด้วยการเข้ามาของภาคเอกชน ภาคสังคมสูญเสียความรู้ที่จะสู้กับความเปลี่ยนแปลง ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาครอบงำ ทับซ้อนการบริหารจัดการของภาคสังคม กระทั่งภาคสังคมอ่อนแอลง

ภาคสังคมพ้นจากดุลยภาพเดิม ด้วยแรงกระทบจากการจัดการของรัฐและเอกชน ที่ส่งอิทธิพลเข้าไป เช่น เงินกองทุนหมู่บ้านที่เข้ามาให้เงินกู้ ในชุมชนชาวกะเหรี่ยง ซึ่งขาดความรู้ด้านธุรกิจไม่เคยค้าขาย กู้เงินแล้วไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อถึงเวลาคืนก็ไม่มีเงินส่ง เกิดความระส่ำระสายต้องไปกู้นอกระบบมาหมุนเวียน ถึงเวลาต้องส่งเงินกู้นอกระบบ เมื่อไม่มีก็ต้องหนี โครงการหลวงเข้าไปในชุมชนเพื่อหาแรงงาน ปรากฏว่าไม่มีคน หนีหนี้กันหมด ชุมชนฟัง

ภาพของสังคมไทยจึงเป็นภาพของชุมชนที่พังทลายไป เพราะการจัดการภาคสังคมที่เคยสมดุล โดนภาครัฐเข้าแทรกแซงและภาคเอกชนเข้ามาแสวงหาประโยชน์ เสียกระบวนไม่ได้พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้เข้มแข็งพอที่จะยืนหยัดต่อสู้ได้ ยกเว้นส่วนที่รัฐและธุรกิจเข้าไปไม่ถึง อย่างหมู่บ้านบนดอย ที่การเชื่อมกับส่วนอื่นลำบาก ไม่มีทีวี หนังสือพิมพ์ ไม่ซื้อขาย ก็อาจจะยังอยู่ในสมดุลเดิม

ไม่เพียงแต่ในชนบท ในส่วนของเมืองก็มีปัญหา อันเนื่องมาจากสังคมไทยก็ไม่มีประสบการณ์การจัดการชุมชนเมืองมาก่อน เช่น คนในหมู่บ้านจัดสรรก็ไม่สามารถร่วมมือกันเป็นชุมชน อย่างมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้มีความสุข

ดังนั้น ในภาคสังคมทั้งในเมืองและชนบท จึงขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการจัดการที่จะเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ เมื่อเผชิญกับปัญหาและเมื่อต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ทับโถมเข้ามา อันเนื่องจากแรงผลักของภาครัฐและเอกชน

องค์ความรู้ในการจัดการรัฐและเอกชนเราได้เรียนรู้มาจากการศึกษาสมัยใหม่ตามแบบตะวันตกแล้ว แต่ยังไม่มีใครสอนเรื่องการจัดการสังคม และแต่ละสังคมก็ต้องพัฒนาองค์ความรู้ส่วนนี้ของตนขึ้นมา หลังจากพยายามชี้ปัญหา และกระตุ้นให้มีส่วนนี้ ก็เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เริ่มมีการสอนด้านการจัดการชุมชน

ถึงเวลาที่เราต้องตั้งศูนย์วิจัยการจัดการสังคม รวบรวมองค์ความรู้และเทคโนโลยีการจัดการภาคสังคมแล้วถ่ายทอดเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์สังคม ทั้งในเมืองและชนบท

สังคมไทย-สังคมหลายขั้ว

ก่อนประเทศไทยจะมีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ(และสังคม)แห่งชาติในต้นพุทธศตวรรษ 2500 ในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆ มีประชากรอยู่ราวร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด ที่เหลือร้อยละ 90 อยู่ในชนบท

แต่ในช่วงเวลา 50 ปีหลังแผนพัฒนาฯ คนเมืองเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 46 สังคมไทยกลายเป็นสังคมหลายขั้ว ไม่ใช่แค่สองนคราที่เป็นของคนรวยกับคนจน แต่เป็นหลายนครา กล่าวคือ

-ขั้วรวยกับจน ความแตกต่างของรายได้ระหว่างกลุ่มที่รวยสุดร้อยละ 20 เปรียบเทียบกลุ่มที่ยากจนที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศไทยสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมด คือราว 10 เท่า และมีแนวโน้มห่างออกไปเรื่อยๆ

-ขั้วมีและไม่มีการศึกษา การพัฒนาทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้ที่ได้รับการศึกษาสูงและต่ำอย่างชัดเจนโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคนในเมืองกับชนบท การศึกษาที่ต่างกันมากๆ ทำให้คนในสังคมเดียวกันพูดกันไม่รู้เรื่อง

-ขั้วไทยนิยมและเทศนิยม กระแสวัฒนธรรมต่างประเทศผ่านสื่อมวลชน และโอกาสการไปรับวัฒนธรรมต่างถิ่นทำให้เกิด "พวกเคยไปกับไม่เคยไปนอก" เกิดการแปลกแยกทางวัฒนธรรมของคนในชาติอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ คือมีไทยนิยมและเทศนิยม

เวลานี้กลุ่มไทยนิยมก็ไหลตามเทศนิยมของชนชั้นที่เหนือกว่าทั้งที่ไม่เคยไปนอก ค่านิยมเช่นนี้กัดกร่อนความเป็นไทยเรื่อยๆ จะส่งผลดีหรือไม่ยังไม่ทราบ แต่ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ประเทศไทยไม่ได้รับวัฒนธรรมต่างถิ่นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ และโหมกระหน่ำเข้ามาอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อน ในอดีตวัฒนธรรมจากต่างถิ่นใช้เวลายาวเป็นร้อยปีกว่าจะรับกลมกลืนกับวัฒนธรรมเดิม

-ขั้วมีพรรคพวกกับไม่มีพรรคพวก เมื่อเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในอเมริกาใต้ก่อน และมีการทำวิจัยผลกระทบต่อชนชั้นต่างๆ เช่น ที่เม็กซิโก พบว่าคนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดและฟื้นตัวยากที่สุดคือคนจน เพราะคนรวยยังมีฐานดีกว่า มีการศึกษา และที่สำคัญมีเครือข่ายมหาศาลทำให้ฟื้นเร็วมาก ต่างจากคนยากจน ที่ขาดฐานรองรับทั้งเงินทุน การศึกษาและเส้นสาย

แม้สังคมทุนเสรีจะมีข้อดีทำให้คนใช้ศักยภาพเต็มที่เพื่อการผลิต แต่ก็มีจุดอ่อน แต่ถ้าการแข่งขันไม่ยุติธรรม เช่น มีการเล่นพรรคเล่นพวก ผลที่ตามมาคือ ขาดดุลยภาพทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ทุนนิยมเสรีจะดี แต่รัฐต้องกำหนดกฎเกณฑ์ควบคุมให้เกิดความยุติธรรม หลายประเทศมีความพยายามดูแลในส่วนนี้ เช่น ไต้หวันก็ทุนนิยมเสรี แต่มีโครงสร้างช่วยเหลือคนอ่อนแอให้ฟื้นตัว เข้มแข็งได้ คนที่มีเงินเดือนสูงสุดกับต่ำสุดต่างกันไม่เกินสี่เท่า

ถ้าไม่มีการจัดการให้เกิดดุลยภาพทางเศรษฐกิจ สังคมก็ไม่มั่นคง ขาดดุลยภาพทางสังคมตามมา มีปัญหาสังคมมากมาย เช่น ความรุนแรง การแบ่งกลุ่มเป็นฝักฝ่าย เป็นต้น

แบบอย่างสังคมความรู้

หลายปีก่อน นักธุรกิจ ญี่ปุ่นที่สนใจปรัชญาชีวิตและศึกษา ได้วิเคราะห์ให้ฟังว่า นับจากแพ้สงคราม สังคมญี่ปุ่นพัฒนามาอย่างไรให้ฟื้นตัว เขาบอกว่า สิ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นฟื้นขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สองคือ ความเข้มแข็งของชุมชน และการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาสู่ประชาชน ซึ่งทั้งสองปัจจัยไทยละเลยหมด

ถ้าชุมชนไม่เข้มแข็ง ประเด็นปัญหาสังคมทุกเรื่อง ชุมชนไม่สามารถรับมือเองได้ ต้องอาศัยรัฐและเอกชนมาจัดการ ดังนั้น ญี่ปุ่นถือโครงสร้างสังคมเป็นสิ่งสำคัญ

ส่วนการปฏิรูปการศึกษาทำให้ช่องว่างของคนในสังคมไม่ห่างกันมากนัก ทั้งนี้ เพราะไม่มีเครื่องมือใดที่สามารถลดช่องว่างต่างๆ ระหว่างคนในชาติได้มากเท่าการศึกษา การศึกษาเป็นกระดูกสันหลังที่ทำให้คนสามารถใช้ข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมทั้งในชีวิตส่วนตัว การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษาช่วยยกศักยภาพของคนขึ้นมา เพื่อจะตัดสินใจได้อย่างมีคุณค่า

กรณีไต้หวัน 50 ปีหลังสงคราม ไต้หวันมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา ด้วยการ ยกระดับความรู้ชาวนา ครอบครัวชาวนามีความรู้พื้นฐานสูงมาก ไม่พ่อแม่ก็ลูกจบการศึกษาระดับปริญญาตรี

ควบคู่ไปการยกระดับความรู้คือ การปฏิรูปที่ดิน บนฐานความคิดที่ว่า เกษตรกรเช่าที่ดินไม่ทุ่มเทเหมือนทำงานในที่ดินของตนเอง ตอนประธานาธิบดีเจียง ไช เชก เข้าปกครองไต้หวันใหม่ๆ ชาวนาไม่มีที่ดินคิดเป็นร้อยละ 80 เวลานี้มีชาวนาที่เป็นเจ้าของที่ดินเกือบ 100 เปอร์เซนต์ ทั้งนี้ เพราะรัฐใช้นโยบายหลายด้านเร่งกระจายการถือครองที่ดิน

ต่างจากคนไทยที่การพัฒนาเศรษฐกิจทำให้ชาวนาจำนวนมากสูญเสียที่ดิน จากการขยายตัวของทุน เช่น การขายที่ดินรอบสนามบินสุวรรณภูมิ ขายที่ดินแล้วไปซื้อรถ สะท้อนให้เห็นการขาดความรู้ที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจอย่างเหมาะสม การจัดการศึกษาที่ผ่านมาทำให้ความรู้กระจุกตัวอยู่แค่สังคมเมือง คนชนบทไม่มีทางสู้คนในเมืองได้

นอกจากนี้ ไต้หวันยังมีการจัดการด้านอื่น เช่น น้ำ โดยกำหนดอัตราการจ่ายเป็นขั้นบันได อุตสาหกรรมจ่ายสูงสุด ครัวเรือนระดับกลาง เกษตรกรจ่ายน้อย สำหรับรายที่ยากจนรัฐจะช่วยเหลือในระยะต้น ด้าน เทคโนโลยีทางการเกษตร รัฐส่งเสริมการวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิต โดยความร่วมมือระหว่างรัฐ มหาวิทยาลัย และชาวนา ร่วมกันทำการวิจัยในเรื่องการผลิต แปรรูป และการตลาดตลอดเวลา

การรวมตัวของ สมาคมชาวนา(Farmer Association) เป็นความร่วมมือเพื่อพัฒนาชุมชน ตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของชุมชนร่วมกัน มีมายาวนานกว่าศตวรรษ รวมกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เช่น การต่อรองค่าน้ำ อุปกรณ์การผลิต รวมกันขายผลผลิต สร้างโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น

สมาคมชาวนามีทั่วประเทศ และมีโครงสร้างองค์กรที่ดี ไม่เน้นการกู้ยืม เพราะส่วนใหญ่ชาวนาฐานะดี และเวลานี้บางสมาคมกำลังขยายออกไปทำการผลิตนอกประเทศ

ทำอย่างไรจึงเปลี่ยนสังคมไทยเป็นสังคมความรู้

ถ้าไปกรุงไทเปแล้วเห็นตึกสูงๆ ใหญ่ๆ ส่วนใหญ่แล้วตึกเหล่านั้นคือ สถาบันการศึกษา โรงเรียนประถม มัธยม แสดงให้เห็นว่ารัฐไต้หวันลงทุนกับการศึกษามาก ต่างกับสังคมอเมริกา ซึ่งมีหลายขั้วและมีความแตกต่างสูง

เช่นกันกับไทย โรงเรียนในประเทศไทยระหว่างโรงเรียนนานาชาติกับโรงเรียนประชาบาลห่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะเราใจดำเกินและละเลยคนส่วนใหญ่ อาจต้องรอสัก 1-20 ปี อาจมีรัฐบาล มองเห็นปัญหาทะลุ พยายามใช้การศึกษาเป็นฐานในการยกศักยภาพของคนไทย เพราะคนไทยมียีนเหมือนคนชาติอื่นๆ ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร

ถ้าจะยกระดับการศึกษา ต้องทำต่อเนื่องระยะยาวและต้องเร่งให้การศึกษาคนวัยทำงานก่อน ประชากรวัยทำงานอายุ 15-60 ปี มีการศึกษาในโรงเรียนต่ำมาก ตัวเลขการศึกษาเฉลี่ยของคนวัยทำงานโดยรวมทั้งในเมืองและชนบทประมาณ 7-8 ปี

ส่วนของประเทศจีนการศึกษาเฉลี่ยของคนทำงานในเมืองอยู่ใน 10 ปี ส่วนชนบทอยู่ที่ 7 ปี และจีนก็ปฏิรูปการศึกษากำลังเร่งยกระดับในชนบทให้ถึง 10 ปี ด้วยการจัดการศึกษาผู้ใหญ่

ในส่วนของคนไทยถ้าดูตัวเลขเฉพาะในชนบท เชื่อว่าไม่น่าจะถึง 5 ปี เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาผู้ใหญ่ โดยถือเป็นหน้าที่หลักของ อบต. อบจ. หรือเทศบาล ที่จะต้องยกระดับการศึกษา ซึ่งการศึกษาผู้ใหญ่ไม่ได้ต้องการทุนสิ่งก่อสร้าง หรือบุคลากรเพิ่มเติม ต้องการเพียงการจัดการเท่านั้น และควรต้องรีบทำเลยไม่ต้องรอให้คนรุ่นนี้ตาย

ถ้าไม่เร่งการศึกษาของคนวัยทำงาน การสร้างสังคมความรู้ก็จะทำได้เฉพาะคนกลุ่มบน 20% ของประเทศ สิ่งที่ต้องคิดก็คือ ทำอย่างไรให้อีก 80% ซึ่งอยู่ในสังคมไม่มีความรู้ ซึ่งมีอยู่ราว 18 ล้านคน(คิดจากแรงงานทั้งประเทศ 33 ล้านคน อยู่ในชนบทร้อยละ 55) ให้มีความรู้ขึ้นมา อย่างน้อยเพิ่มเป็น 9 ปี

ทั้งนี้ ไม่ให้เน้นแต่การศึกษาในระบบ(formal) ซึ่งอาจเป็นความรู้ที่ไม่เหมาะนำไปใช้ เพราะเป้าหมายของการให้ความรู้ก็เพื่อให้คนในสังคมได้มีเครื่องมือในการเลือก และตัดสินใจอย่างเหมาะสม ดังนั้น การศึกษาผู้ใหญ่ที่จะจัดน่าจะเป็นการศึกษานอกระบบ(Informal learning) ควรเป็นการศึกษาที่เหมาะสมกับชีวิต เช่น จัดให้มีการเรียนรู้ด้านการเกษตรประสมประสาน การเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย และส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชน

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญอยู่ที่

หนึ่ง การปรับฐานความรู้คนชายขอบทั้งในเมืองและชนบท เช่น คนจน คนชายแดน ชาวเขา ฯลฯ

สอง เปลี่ยนสังคมไทยเป็น Learning society ทั้งนี้ ถ้าพิจารณาจากพื้นฐาน สังคมไทยมีฐานความรู้ทั้งในและนอกตัวคนอยู่มาก สามารถจัดการให้เกิดการมาแบ่งปันกันด้วยระบบการคมนาคมขนส่ง ตลอดจนการสื่อสารที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารยิ่งกว่าสมัยก่อนมาก ซึ่งรัฐต้องเข้ามาจัดการ กระตุ้น ส่งเสริม ซึ่งไม่ได้ต้องการการลงทุนมากนัก เพียงแต่จัดโครงสร้างพื้นฐานอำนวยความสะดวก สร้างกลไกให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อไม่ให้ความรู้กระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง เช่น พิพิธภัณฑ์ แทนที่สร้างขนาดใหญ่ในเมืองใหญ่ ควรกระจายเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กของชุมชนทั่วประเทศ ให้คนในชุมชนใช้เป็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้

สังคมไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาสังคมหลายขั้ว โดยยกระดับการศึกษาชายขอบ เพื่อลดความแตกต่างระหว่างขั้ว เปลี่ยนทุกชุมชนทั้งในเมืองและนอกเมืองให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเน้นการศึกษาในระบบ เพราะการศึกษาในระบบที่เป็นอยู่ แก่นของหลักสูตรมุ่งแต่ที่ให้คนเป็นพลเมืองดี เชื่อฟังรัฐเท่านั้น การศึกษาที่สำคัญคือ การศึกษาที่ยึดเอาประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง ยึดมั่นในความถูกต้อง

ที่ผ่านมาเราตัดสินใจบนความไม่รู้ ใช้ความเห็นมากกว่าความรู้ ทั้งนี้ เพราะมีอวิชชาแฝงอยู่มาก และถ้าเรามีแต่ความรู้ทางโลกเราจะยึดที่กิเลส สลัดไม่หลุดจากกิเลส และไม่อิสระจากอัตรา ความรู้ทางโลกอาจทำให้เราหลุดจากอวิชชา แต่ยังติดยึดตัวเอง ยังอัตตา ยังมีกิเลสอยู่ ส่งผลให้เป็นความรู้ที่ทำลายคนอื่นและสังคม ตัวเองก็ตกเป็นทาสของตัวเอง เป็นทาสความรู้ของตัวเองไป ไม่ได้เป้าหมายของปัญญา ด้วยขาดความเป็นอิสระ ชีวิตก็ไม่เป็นอิสระและสังคมก็ไม่เป็นอิสระ

ทั้งนี้ การยกระดับการศึกษาและการสร้างสังคมความรู้ก็เพื่อสร้างปัญญาให้คนในสังคม โดยต้องเป็นปัญญาสองด้าน เพื่อให้ชีวิตและสังคมเป็นอิสระจาก อวิชชา อัตตา และกิเลส ถ้าทำได้สังคมไทยและคนไทยจะเข้มแข็ง ส่วนประเด็นทางลบ เช่นความแตกต่างระหว่างขั้ว ก็จะลดทอนให้เบาบางลงไป