Make your own free website on Tripod.com

ผลงาน 4 ปีที่ "ลืมโชว์"

อลัมน์ เดินหน้าชน  โดย นงนุช สิงหเดชะ  มติชนรายวัน  วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9741

น่าแปลกใจเหมือนกันที่ภายหลังเกิดเหตุการณ์ม็อบตากใบซึ่งมีผู้ชุมนุมเสียชีวิต 85 ศพ นั้น ทำให้ฝ่ายรัฐมีการ "จุดพลุ" เรื่องการแบ่งแยกดินแดนขึ้นมาอย่างเอิกเกริก กลายเป็นกระแสหลักของปัญหาภาคใต้ไปแล้ว

ทั้งที่แต่ไหนแต่ไรมา อาจกล่าวได้ว่าเป็นเวลา 3 ปี 7 เดือน ที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ได้ปฏิเสธเรื่องนี้มาโดยตลอด คือยอมรับว่าแนวคิดเรื่องแยกดินแดนนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยมาก เป็นเพียงส่วนผสมเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้สลักสำคัญ เพิ่งจะได้ยินนายกรัฐมนตรียอมรับออกมาตรงๆ ทางสาธารณะเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมนี้เองว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนเริ่มเข้มแข็งขึ้นจากปัญหาความยากจนในพื้นที่

แต่กระนั้นในช่วงนั้นนายกรัฐมนตรีก็มิได้ยอมรับว่าการแบ่งแยกดินแดนเป็นกระแสหลักของภาคใต้ แต่ยังคงให้น้ำหนักไปเรื่องอื่น คือเรื่องผู้สูญเสียผลประโยชน์ การบิดเบือนคำสอนศาสนา

แต่หลังจากเกิดเหตุม็อบตากใบที่นราธิวาสแล้ว ทั้งแม่ทัพภาคที่ 4 และรัฐบาล ต่างให้น้ำหนักเรื่องการแบ่งแยกดินแดนเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งชวนให้คิดว่านี่อาจเป็นเพราะต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐ เพื่อหาทางออกให้ตัวเองกรณีมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากหรือไม่ ซึ่งหากสันนิษฐานหรือประเมินปัญหาผิดพลาดอีกก็น่าห่วงว่าจะแก้ปัญหาหลงทิศหลงทางต่อไป

มีคำถามว่าเหตุการณ์เมื่อ 28 เมษายน 2547 ที่มีผู้เสียชีวิต 107 ศพ เหตุการณ์นั้นความชัดเจนเรื่องแบ่งแยกดินแดนมีมากกว่า กล่าวคือผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำรับสารภาพว่า ต้องการแบ่งแยกดินแดน แต่ทำไมรัฐบาลก็ยังไม่ค่อยเชื่อ แต่เหตุการณ์ที่ตากใบเมื่อดูจากรูปธรรมภายนอกความชัดเจนเรื่องแยกดินแดนแทบไม่มี แต่กลับถูกชูขึ้นเป็นประเด็นหลัก

และหากว่าปัญหาหลักของภาคใต้เป็นเรื่องแยกดินแดนจริง ก็เท่ากับหมายความว่ารัฐบาลนี้ประเมินสถานการณ์ในภาคใต้ผิดพลาดมาโดยตลอด จนทำให้ปัญหาลุกลามใช่หรือไม่

เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น รัฐบาลมีข้อแก้ตัวที่น่าเห็นใจว่าเกิดจากนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล เกิดจากผู้เสียผลประโยชน์อันเกิดจากนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลและนโยบายปราบยาเสพติด ประเดี๋ยวสถานการณ์ก็จะดีขึ้น แต่จนถึงขณะนี้นักการเมืองที่ตกเป็นผู้ต้องหาในเหตุการณ์ภาคใต้มีเพียงคนเดียวคือ นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส พรรคไทยรักไทย

เป็นไปได้หรือไม่ว่าเมื่อไม่สามารถหาข้อแก้ตัวว่าถูกนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามล้มล้างแล้ว รัฐบาลจึงหันไป "โหนกระแส" เรื่องแยกดินแดน เพื่อสร้างแนวร่วมจากคนในชาติและสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองในเหตุการณ์ที่ตากใบ

แต่ก็เป็นที่น่าแปลกประหลาดที่จนถึงขณะนี้ก็ไม่ชัดเจนว่าผู้ก่อเหตุตัวจริงมีกลุ่มใดบ้าง ต้องการอะไร เพราะโดยปกติพวกแยกดินแดนหรือพวกต้องการแยกตัวเป็นอิสระนั้น เมื่อก่อเหตุร้ายแล้วมักจะออกมาประกาศตัวว่าเป็นฝีมือของตน เช่น กรณีกบฏเชชเนียในรัสเซีย หรือกลุ่มอัลเคด้า

แต่สำหรับภาคใต้ของไทยนั้น ไม่มีใครออกมาประกาศตัวรับผิดชอบว่าเป็นฝีมือของตนและต้องการอะไรกันแน่ จะเห็นว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุเหล่านี้ฆ่าคนไม่เลือก ทั้งพุทธ มุสลิม จีน ซึ่งหากเป็นพวกแบ่งแยกดินแดน หรือกลุ่มที่มีแนวคิด "อิสลามบริสุทธิ์" จริง ก็ไม่น่าจะฆ่าคนมุสลิมด้วยกัน

ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือทำไมชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ จึงถูก "ปลุกระดม" ได้ง่าย หากรัฐบาลอ้างว่าในเหตุการณ์ม็อบตากใบเป็นการหลอกชาวบ้านมาปลุกระดมมา ก็น่าตั้งคำถามว่า "ปัจจัยและเงื่อนไข" อะไรที่ทำให้ชาวบ้านเลือกจะเชื่อผู้ปลุกระดม มากกว่าจะเชื่อรัฐ หากไม่ใช่เพราะว่าลึกๆ แล้วชาวบ้านยังไม่ไว้ใจรัฐอันเนื่องจากพฤติกรรมที่ผ่านมาของเจ้าหน้าที่ และสะท้อนว่า "การข่าวและการเข้าถึงมวลชน" ของรัฐบาลยังล้มเหลว

น่าตั้งคำถามว่าทำไมระบบซีอีโอ ที่รัฐบาลตีปี๊บว่าวิเศษวิโส จึงใช้เวลานานมากกว่าจะหาเอกภาพในการทำงานที่ภาคใต้ ทำไมจึงทำให้สถานการณ์วิกฤตใกล้มิคสัญญี เลวร้ายกว่าระบบราชการธรรมดาที่เคยใช้กันมา

อีกประการหนึ่ง ให้เลิกพูดเสียทีเถอะว่า คนที่ออกมาวิจารณ์รัฐบาลเป็นพวกไม่เห็นใจผู้บริสุทธิ์ที่ต้องสังเวยชีวิต อย่านำสองเรื่องมาผูกโยงกันอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผล มีใครบ้างที่จะไม่สลดหดหู่ เมื่อเห็นชาวบ้าน พระสงฆ์ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยต้องสังเวยชีวิตทุกวัน

ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะไม่ต้องการเห็นผู้บริสุทธิ์ตกอยู่ในอันตรายอีกจากนโยบายที่ผิดพลาด เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุร้ายขึ้น ก็มีแต่คนในพื้นที่เท่านั้นที่รับเคราะห์ ไม่ใช่พวกคนนอกพื้นที่ที่ออกมาเชียร์ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรง

ไม่มีใครตำหนิรัฐบาลให้ใช้กฎหมายกับผู้ที่ทำผิด แต่ประเด็นที่ติงคือต้องทำอย่างระมัดระวัง อย่าเหมารวมหรือเหวี่ยงแห และอย่าใช้ศาลเตี้ย

เลิกพูดเฉไฉเสียทีว่าคนเขาวิพากษ์วิจารณ์เพราะเกลียดนายกฯเป็นการส่วนตัว เลิกพูดเสียทีว่าคนนั้นคนนี้เอาแต่ด่า แต่ไม่เสนอแนะทางออก ทั้งที่อันที่จริงเขาเสนอแนะมาแล้วโดยตลอด มากมายจนข้อมูลจะท่วมทำเนียบรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ถามว่ารัฐบาลฟังบ้างหรือไม่

น่าแปลกใจที่จนถึงวันนี้ ไม่มีใครคิดจะไปไล่เบี้ยเอากับรัฐบาลนี้บ้างว่า ทำไมเหตุการณ์ภาคใต้จึงได้วิกฤตสูงสุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่มีใครกลับไปคิดถึงรากเหง้าของปัญหา ซึ่งก็คือการที่รัฐบาลประเมินสถานการณ์ผิดพลาดแต่แรก

น่าเสียดายที่งานมหกรรม "จากรากหญ้าสู่รากแก้ว" ที่เมืองทองธานี รัฐบาลไม่ได้นำผลงาน 4 ปี ในการแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ไปแสดงด้วย