Make your own free website on Tripod.com

สำนักแปลงสินทรัพย์เป็นทุนไทย ไม่เข้าใจแนวคิดของ เดอ โซโต้

ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย  กรุงเทพธุรกิจ   วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

การนำนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน มาใช้ในเงื่อนไขปัจจุบัน กำลังถึงจุดเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานเชิงปฏิบัติ ซึ่งมีระยะเวลาอีก 3 ปี เพื่อสร้างกลไก การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะเน้นการทำงานไปในเรื่องของการดำเนินนโยบายเอกสารสิทธิเดียว และสิทธิการเช่าสำหรับที่ดิน เพื่อให้มีระบบการควบคุม และการออกเอกสารสิทธิถือครองที่ดินมีรูปแบบเดียว ดูเหมือนกับว่า จะเป็นภารกิจที่สำคัญและภาคภูมิใจของรัฐบาล พร้อมทั้งเชิญให้นาย เดอ โซโต้ ผู้ริเริ่มแนวคิดแปลงสินทรัพย์เป็นทุนในเปรู มาช่วยให้ข้อมูลและให้คำปรึกษา

เป้าหมายหลักของการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน คือ ทำให้ประชาชนในระดับรากหญ้าเข้าถึงทรัพยากร ซึ่งหากพิจารณาแค่การจัดระบบถือครองกรรมสิทธิ์ ดูเหมือนว่าไม่ค่อยเกี่ยวข้องกัน จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรได้ เพราะทรัพยากรอยู่ในความสัมพันธ์ของการแลกเปลี่ยนในระบบตลาด ผ่านการซื้อขายระหว่างกัน (พี่น้องชาวมันสำปะหลังขายผลผลิตของตนเองในตลาด เพื่อสร้างรายได้ของตนเองให้เกิดขึ้น) ดังนั้นการจะได้ทรัพยากรในสังคมปัจจุบันมีวิธีการเดียว คือ ผ่านระบบตลาด

นโยบายของสำนักงานการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของไทย ไม่ได้พูดว่าตลาดที่เป็นอยู่นั้น สามารถสร้างให้เกิดความสุขแก่พี่น้องเกษตรกร หรือประชาชนในระดับรากหญ้าเพียงใด ทำอย่างไรที่สำนักงานฯ จะสามารถสร้างหลักประกันความเสี่ยงในการใช้กลไกตลาดแก่เกษตรกร หรือมีวิธีการอย่างใดที่ทำให้ลดค่าใช้จ่ายของการใช้กลไกตลาด (Transactional economy) เมื่อมีการเข้าถึงทรัพยากรก็สามารถเกิดขึ้นได้ และเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติที่เป็นจริง

หากท่านนายกรัฐมนตรีชอบอ่านงานของ เดอ โซโต้ ก็น่าจะเห็นหัวใจแนวคิดของการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ก็คือ ความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในระบบตลาดต่อการเพิ่มมูลค่าหรือศักยภาพของทุน ในเรื่องของต้นทุนความเสี่ยงของการเข้าสู่ระบบตลาด คือ สิทธิที่เกิดขึ้นมาภายหลังการเข้าร่วมกิจกรรมในระบบตลาด (โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม) ที่ยังขาดความชัดเจนอยู่

และอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรเอามาปนกัน ระหว่างการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่มีเงินล้นระบบอยู่มากกว่า 4 แสนล้านบาท กับการช่วยเหลือเงินล้นระบบโดยโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินในโครงการราว 1.2 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นโจทย์คนละส่วนกัน เพราะในส่วนของกลไกแปลงสินทรัพย์เป็นทุน มีจุดมุ่งหมายในเรื่องทำอย่างไรที่เกษตรกรจะมีสิทธิของตนเอง หลังจากเข้าสู่การแลกเปลี่ยนในระบบตลาดและได้มาซึ่งทรัพยากร

การนำนโยบายมาใช้ในการพัฒนากลไกตลาดภาคเกษตรกรรมหรือตลาดทั่วไป น่าคิดไม่น้อยว่า "ตั้งอยู่บนข้อสมมติฐานของครัวเรือน หรือผู้ประกอบการ ที่ขาดแคลนเงินทุนและปัจจัยการผลิต (ใช่หรือไม่ใช่) ในระบบตลาด" นั้นอยู่บนพื้นฐานของการทำงานจากกลไกตลาดแบบการค้านิยม ไม่ใช่ความสัมพันธ์ของระบบตลาดแบบทั่วไป ความแตกต่างกันตรงนี้มีหัวใจหลักอยู่ตรงที่ การค้านิยมเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจที่อยู่บนการกระจายทรัพยากรใหม่ของประเทศ (Redistribution economy) ที่เอื้ออำนวยประโยชน์แก่กลุ่มผู้ประกอบการที่มีอภิสิทธิ์ ไม่ได้เน้นการผลิตซึ่งได้สร้างปัญหาแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ทำกิจกรรมต่างๆ ของความสัมพันธ์ด้านกรรมสิทธิ์

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของไทยนั้น มีปัญหาที่สำคัญมากคือ ทำอย่างไร ให้ครัวเรือนหรือผู้ประกอบการสามารถรักษาสิทธิ (จากความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์) และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในระบบตลาด เพื่อประกันการลดต้นทุนความเสี่ยงของการแลกเปลี่ยนกิจกรรมในระบบตลาด เพราะระบบตลาดขึ้นอยู่กับโครงสร้างอำนาจของการจัดวางและการเคลื่อนย้ายทรัพยากร

เรื่องสุดท้ายที่ส่งผลให้กลไกการทำงานของรัฐบาล ไม่สามารถสร้างให้เกิดการยอมรับ และน่าเชื่อถือของการนำมาใช้พัฒนาภาคเกษตรกรรมได้ โดยเฉพาะนโยบายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งขาดการจำแนกชนิดของที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่สามารถประเมินมูลค่าตามระบบตลาด เพื่อนำมูลค่าที่ดินที่มีความแตกต่างนั้น มาจัดแนวทางคำนวณมูลค่าวิธีจัดเก็บภาษี หากทำได้จะเป็นก้าวที่สำคัญมากในการปฏิรูปที่ดิน ที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดศักยภาพกับความสัมพันธ์ระบบตลาด มีการจดทะเบียนสิทธิตามกฎหมายที่ถูกต้อง และการเก็บภาษีที่ถูกต้อง

ดังนั้น การจัดเก็บระบบภาษีจะมีความคล่องตัวอย่างมาก และมีความเป็นธรรมในส่วนสำคัญของการดึงทรัพยากรที่ว่างเปล่า มาก่อให้เกิดประโยชน์ในแต่ละภาคการผลิตที่มีความจำเป็น

แนวคิดการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนได้ปฏิบัติมาเป็นปีที่ 2 แล้วสร้างความฮือฮาให้เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ความเข้าใจโจทย์ของการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนยังไม่ได้เข้าถึงปัญหา และยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างเอาจริงเอาจัง ในขณะเดียวกันปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้น คือการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับการสร้างหลักประกันความสัมพันธ์แก่เกษตรกรให้เข้าถึงทรัพยากร ได้สวนทางกับแนวทางปฏิบัติของสำนักงานแปลงสินทรัพย์เป็นทุนและที่ปรึกษาอย่างสิ้นเชิง

การเปลี่ยนแปลงความยากจนให้เป็นความมั่งคั่งในช่วงระยะเวลาอีก 3 ปีนั้น ดูเหมือนว่าเลือนรางมาก หากการตั้งโจทย์เป็นแบบนี้อยู่ เพราะแนวคิดของความเข้าใจในเรื่องตลาดเป็นผลรวมของปัจเจกในการแลกเปลี่ยนสินค้า ไม่ได้เกิดแนวคิดในเรื่องตลาด ว่าเป็นกลไกในการประกันสิทธิในกรรมสิทธิ์ และกำหนดแนวทางของการสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมแก่เจ้าภาพเศรษฐกิจ

ในปัจจุบันจึงจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูปข้อจำกัดของตลาดที่ดำเนินอยู่อย่างเร่งด่วน และเป็นที่มาของการสร้างเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงทรัพยากรสำหรับเกษตรกร