Make your own free website on Tripod.com

 

 

'เสกกระดาษให้เป็นเงิน' แยบยลหรือปาฏิหาริย์

บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  11  พฤศจิกายน  2547

คาถาเวทมนตร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งสมัยแรก ที่กำลังจะครบเทอม ในเดือนมกราคม 2548 นี้ ได้ป่าวประกาศไว้ ในช่วง รณรงค์เลือกตั้ง ที่ใช้ชื่องานว่า 'คิกออฟ แคมเปญ' เมื่อปลายเดือนตุลาคม ที่ผ่านมานี้ว่า 'ผมสามารถเสกกระดาษ ให้เป็นเงิน' มาได้ไม่ยากเลย หากรัฐบาลต้องการใช้เงิน 1.1 ล้านล้านบาทในอีก 4-5 ปีข้างหน้า เพื่อลงทุนในโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งคาถาทักษิณดังกล่าว ยังต้องการนำมาใช้ กับบางโครงการเอื้ออาทร ที่ไม่ใช่แค่ การต่อยอด นโยบายประชานิยมเท่านั้น แต่ยังต่อยอด ให้กับการกลับมาเป็นรัฐบาลช่วง 4 ปีข้างหน้าอีกครั้ง

หนึ่งในคาถาเวทมนตร์ของทักษิณก็คือ ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารซึ่งรัฐบาลอ้างเป็นครั้งแรกในโลกจัดประชุมนอกสถานที่ ที่อิมแพค เมืองทองธานี และเปิดให้ประชาชนร่วมรับฟัง อาจเป็นเรื่องพิเศษที่เกิดขึ้นได้ แต่ที่แปลกกว่านั้นเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จัดตั้งบริษัทจำกัดที่มีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด ซึ่งจะมีฐานะเป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจใช้ชื่อว่า Special Purpose Vehicle หรือ SPV ขึ้นมาและจะทำหน้าที่หลักในการระดมทุนหรือกู้เงินให้กับรัฐบาล สำหรับนำเงินไปใช้ตาอเนกประสงค์เช่น ตามโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ หรือ Securitization ให้งอกเงยเป็นเงินตราออกมาใช้ในโครงการพัฒนาประเทศของรัฐบาลในอนาคต

SPV เป็นนวัตกรรมการเงินที่ตลาดโลกใช้มาก่อนหลายสิบปีก็ตาม แต่เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับประเทศไทย คือเป็นการนำมาใช้เพื่อเป้าหมายเฉพาะหน้ากับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรหวังจะเพิ่มรายได้และพยุงราคา หรืออนุมัติให้ออกตราสารการเงินในรูป SPV จำนวน 1 พันล้านบาทซื้อโคแจกจ่ายชาวบ้าน จึงอาจเรียกการจัดตั้งบริษัทจำกัดหรือนิติบุคคลเฉพาะกิจ SPV ว่าเป็นโครงการใหม่ของรัฐบาลทักษิณที่นำมาประยุกต์ใช้เป็น “โปรเจครากหญ้าขนาดใหญ่” ทิ้งท้ายก่อนหมดวาระ

หรือจะเรียกว่าเป็นการทิ้งท้ายให้เป็นวาระแฝงที่มีนัยสำคัญต่อผลทางการเมือง และการเลือกตั้งทั่วประเทศในต้นปีหน้า ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับเข้ามาอีกหนึ่งสมัย หลังจากที่รัฐบาลนี้ได้เน้นอยู่เสมอว่า รัฐบาลได้เล็งเห็นเกษตรกรไทยกำลังประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งปัญหาขาดแคลนเงินทุน ขาดปัจจัยการผลิต ขาดการจัดการที่ดีทำให้ผลผลิตต่ำไม่ได้คุณภาพ ผลิตแล้วขายไม่ได้ และการเผชิญภัยธรรมชาติ โดยเชื่อว่าปัญหาทั้งหมดแก้ไขได้โดยจัดตั้ง SPV ขึ้นมาจัดการแทน

SPV ยังเป็นคาถา 'เสกกระดาษให้เป็นเงิน' อีกบทหนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ไทยหลายคนก็ไม่เข้าใจว่า เวทมนตร์คาถาที่ว่าบทนี้ จะเป็นแผนการที่แยบยล หรือเป็นปาฏิหาริย์ที่กำลังต่อยอดให้กับรัฐบาลทักษิณในสมัยหน้า สามารถเข้ามาหยิบเงินใช้จ่ายอย่างสะดวกมือตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ โดยนักเศรษฐศาสตร์ไทยแสดงความเป็นห่วงว่า ในอนาคตภายใต้การบริหารประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการเม็ดเงินมหาศาลโดยพึ่งพิงระดมเงินผ่านกลไก SPV ไม่เพียงต้องใช้จ่ายเงินลงทุนใน เมกะโปรเจ็ก ที่เป็นเงินบาทเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องใช้เงินตราต่างประเทศ หรือใช้เงินบาทมาแลกซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้จ่ายลงทุน ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้ฐานะของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีอยู่ราว 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนี้ ต้องลดน้อยลงไปมากถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว

ในทางกลับกันรัฐบาลจำเป็นต้องหารายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ เข้ามาเสริมฐานะทุนสำรองของประเทศในสัดส่วนเดียวกันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถเสกกันได้ง่าย ๆ เสียแล้ว ถึงแม้ว่า รายงานธนาคารโลกล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน จะระบุว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวอยู่ 5.4-6.5% ถือว่าไม่เลวร้าย แต่การทำให้ขยายตัวอย่างยั่งยืนได้นั้น ต้องมีการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดยการลงทุนภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเสริม ต้องสร้างศักยภาพและการใช้กำลังการผลิตของภาคส่งออกให้ต่อเนื่อง เพราะปี 2548 คาดว่า ปริมาณการส่งออกจะลดลง กาารปฏิรูปโครงสร้างด้านต่างๆ ทั้งภาคการค้า ภาคบริการ ที่ต้องสร้างขีดความสามารถแข่งขันจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายต้องสามารถจัดการความเสี่ยงของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ในภาวะที่การขยายตัวของโลกลดลง หากจีนมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจริง

แต่โอกาสที่ภาวะทางการค้าและการส่งออกของไทย จะเป็นปัจจัยในการสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศได้สดใส เหมือนกับช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมานั้นไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายดายนัก...การหารายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ เข้ามาจึงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลทักษิณต้องคิดให้หนักเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากปัจจัยเสี่ยงภัยทางเศรษฐกิจแล้ว แต่ยังหมายถึงความผันผวนของระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาด้วย