Make your own free website on Tripod.com
ความรู้กับความเข้มแข็งของสังคม

น.พ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  1  พฤศจิกายน 2547

สังคมแห่งการเรียนรู้ ที่ทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกันมีความสุข จึงไม่อาจเกิดจากการสร้าง และจัดการความรู้ ที่มุ่งสร้างเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสร้างโอกาส สภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ สำหรับปัจเจก แต่ยังต้องสร้างความรู้ และการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน ในสังคมพร้อมกันไป

อัลวิน ทอฟเฟอร์ เขียนถึง "คลื่นลูกที่สาม" ในหนังสือ The Third Wave เมื่อปี 2523 พูดถึงความสำคัญของยุคข้อมูลข่าวสารที่เข้ามาแทนที่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ด้วยเขาเห็นแนวโน้มของเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดจากพลังของคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถประมวลข้อมูลได้ฉับไว ช่วยให้สื่อสารส่งต่อข้อมูลเป็นไปโดยรวดเร็ว

จากนั้นเราได้เห็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มประสิทธิภาพ จนกระทั่งในที่สุดก็มีการพูดถึงสังคมและเศรษฐกิจบนฐานความรู้

ความรู้มีการพูดถึงความสำคัญมากขึ้น ทั้งในแวดวงบริหาร การจัดการ และการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ จนคนทั่วไปอาจเข้าใจผิดไปว่า ที่ผ่านมาความรู้ไม่มีตัวตนหรือความสำคัญต่อการพัฒนา และเพิ่งมามีความสำคัญมากขึ้นในยุคของสังคมความรู้เท่านั้น

ความรู้ที่มีการพูดถึงและให้ความสำคัญส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่ในแวดวงของการสร้างรายได้ หรือการผลิตทางเศรษฐกิจที่ตรวจวัดได้ ไม่ว่าในภาคการผลิตหรือบริการ แต่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องปรัชญา หรือรากฐานความรู้ สรุปว่า สังคมความรู้ที่ให้ความสำคัญมาก เป็นความรู้ที่อยู่บนฐานคิดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่มาพร้อมกับความเชื่อว่ามนุษย์สามารถเอาชนะธรรมชาติได้

เป้าหมายหนึ่งของความรู้เหล่านี้ ทำให้เราสามารถสร้างเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เชื่อว่า จะเพิ่มคุณภาพชีวิตผ่านเครื่องอำนวยความสะดวก และธุรกิจบริการที่เกิดขึ้นก็เป็นธุรกิจบริการที่สร้างความสะดวกสบาย ให้กับผู้มีอำนาจซื้อ แต่ละเลยความรู้ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ด้วยกันเอง หรือร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น รวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้สมดุล เพราะความรู้เหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อครอบครองและควบคุม ไม่ใช่เพื่อการอยู่ร่วมกัน

หากพิจารณาถี่ถ้วน พบว่า ความรู้อีกประเภทหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรในยุคสังคมความรู้ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่ นั่นคือ

ความรู้และการเรียนรู้ในบริบทของสังคมโดยรวม และการสร้าง รวมทั้งการจัดการความรู้ เพื่อให้สังคมมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ส่วนต่างๆ ในสังคมมีความสัมพันธ์ที่เหมาะสม และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพ

หลายคนอาจเถียงในใจว่า เมื่อปัจเจกในสังคมมีการเรียนรู้ และหน่วยการผลิตสำคัญในสังคมก็มีความรู้แล้ว สังคมโดยรวมก็น่าจะมีการเรียนรู้ไปพร้อมกัน ไม่น่าจะมีช่องว่าง แต่ความจริงเป็นเพราะปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคมที่อยู่นอกเหนือการเป็นสมาชิกในองค์กรหนึ่งๆ ยังมีอีกมาก การทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์เหมาะสมของผู้คนในสังคม จึงเป็นความจำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

นักปรัชญาสรุปไว้ว่า The Whole is not the some of its parts หรือสังคมโดยรวม (หรือระบบที่ซับซ้อน) ไม่ได้เป็นผลจากองค์ประกอบมารวมกันเฉยๆ โดยนักวิทยาศาสตร์มีการพูดถึงระบบซับซ้อนที่ถูกกำหนดโดยองค์ประกอบย่อยๆ

หากมองจากมุมของความรู้อาจสรุปว่า ความรู้ที่จะช่วยสร้างให้เกิดปฏิสัมพันธ์ หรือการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยย่อยๆ ในทุกส่วนของชีวิต เป็นสิ่งสำคัญกว่าความรู้ และความสามารถที่มีอยู่ในแต่ละหน่วยย่อย

หากเปรียบเทียบกับความรู้ด้านพันธุกรรม อาจจะเห็นความสำคัญของปฏิสัมพันธ์ในหน่วยย่อยมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เมื่อเรารู้ว่ายีนต่างๆ ในร่างกายมีอะไร และทำหน้าที่อะไรแล้ว ก็น่าจะรู้ว่าการทำงานของส่วนต่างๆ ในร่างกาย เพื่อนำไปสู่การสร้างมนุษย์ที่แข็งแรง ตลอดจนความสามารถที่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้อย่างไร

ปฏิสัมพันธ์ที่แตกต่างกันนี้เอง สังคมแห่งการเรียนรู้ที่ทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกันมีความสุข จึงไม่อาจเกิดจากการสร้างและจัดการความรู้ที่มุ่งสร้างเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสร้างโอกาส สภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้สำหรับปัจเจก แต่ยังต้องสร้างความรู้ และการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมพร้อมกันไป

ในแวดวงสาธารณสุข มีตัวอย่างรูปธรรมชัดเจนคือ การเสนอการวิจัยเชิงระบบที่เรียกกันว่า การวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่า แม้จะมีความรู้ว่าด้วยวิทยาการสมัยใหม่ และก่อให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ในการรักษาโรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นยาหรือเครื่องมือตรวจโรคสมัยใหม่ หรือแพทย์สาขาวิชาใหม่ๆ แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่มีโอกาสเข้าถึงหรือได้ประโยชน์จากความรู้ใหม่ๆ นอกเหนือจากการลงทุนและทำวิจัยเพื่อสร้างความรู้ทางด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียว

นักวิชาการควรหันมาให้ความสนใจกับการเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพจริงที่ให้บริการ หรือแง่มุมทางด้านประชาชน และความสัมพันธ์ในรูปแบบภายในสังคม เพื่อเข้าใจจุดอ่อน และหาทางแก้ไขให้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึง หรือได้รับประโยชน์จากความรู้ใหม่ๆ

มีการตั้งคำถามจากอีกมุมหนึ่งว่า แท้ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่น่าจะมีบทบาทในการสร้างและใช้ความรู้ และนักวิชาการควรมีบทบาท หรือท่าทีอย่างไรในการสร้าง และนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปสู่การใช้ประโยชน์ จึงจะเป็นการสร้างพลังของสังคมแท้จริง และมีความจำเป็นที่ต้องทำให้ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการวิจัยสร้างความรู้ใหม่ เข้ามามีส่วนร่วม

ในกรณีของไทย ประสบการณ์และความพยายามสร้างการมีส่วนร่วม หรือชุมชนเป็นผู้ริเริ่ม ตั้งคำถาม และทำการวิจัย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่น น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญของการสร้างความรู้และพลังสังคม

แนวคิดสำคัญอย่างน้อยสองแนวคิดที่น่าจะนำมาปรับใช้ในการสร้างและใช้ความรู้เพื่อสร้างพลังสังคม ได้แก่ แนวคิดเรื่องความรู้แฝงกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ความรู้แฝงพูดถึงความรู้อีกประเภทหนึ่งที่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญ นั่นคือความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนแต่ละคน ที่ทำให้จุดเน้นเรื่องจัดการความรู้เพื่อการสร้างองค์กรการเรียนรู้ พลิกกลับมาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ มากกว่าการรวบรวมและเผยแพร่ความรู้

แต่แนวคิดใหม่ที่มีจุดเน้นอยู่ที่สร้างการเรียนรู้ และทำให้พนักงานมีความรู้ ความสามารถ และนิสัยที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ผ่านการทำงานและแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ เมื่อนำแนวคิดทั้งสองประการมาปรับใช้กับความพยายามสร้างความรู้ และใช้ความรู้เพื่อสร้างพลังให้สังคม

ความรู้แฝงที่มีอยู่นั้นมีอยู่มากมาย และมีความหมายต่อการนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างสังคมที่มีพลัง ตระหนักถึงความรู้แฝงที่มีอยู่ในแต่ละบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา โดยความจริงแล้ว ความสามารถที่จะผสมผสานความรู้แฝง กับความรู้ประจักษ์ที่ผ่านการวางแผน รวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ในสังคมอย่างมีพลังแท้จริง

บทบาทสำคัญของกลไกสนับสนุนการวิจัยสร้างสังคมที่มีพลังความรู้ ก็คือการส่งเสริมให้สร้างความรู้ และจัดการการวิจัย ที่สนองตอบต่อความต้องการในการใช้ประโยชน์ขององค์กร และระดมศักยภาพของหน่วยงานวิจัยให้เข้ามาทำงานวิชาการ และสร้างการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม

สังคมความรู้จะมีสมดุลของการสร้างความรู้ และการใช้ความรู้ต่างๆ มากยิ่งขึ้นกว่าการมองว่าเป็นเรื่องการใช้ความรู้เพื่อสร้างรายได้ และสร้างเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว