Make your own free website on Tripod.com
เรียนรู้จากความผิดพลาด

ก้าวไกลวิสัยทัศน์ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  2  พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

ถ้าจะทำให้คนเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ ต้องเริ่มต้นด้วย การฝึกให้คนๆ นั้น เผชิญหน้ากับความผิดพลาด ที่สามารถควบคุมความเสียหายได้ไว้ก่อน และต้องให้คำแนะนำ วิธีการแก้ไขความผิดพลาด ในจังหวะที่คนๆ นั้นกำลังพบความผิดพลาดพอดี

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า เด็กส่วนใหญ่มักเรียนรู้ได้จากความผิดพลาด ตอนที่เด็กกำลังหัดพูด เด็กจะพยายามพูดไม่ว่าจะพูดผิดหรือถูก ถ้าพูดผิด ผู้ใหญ่ก็หัวเราะชอบอกชอบใจแล้วพูดคำที่ถูกต้องให้ฟัง เด็กจึงเรียนรู้ที่จะพูดได้อย่างถูกต้อง

ครั้นพอเด็กเข้าโรงเรียน เรียนชั้นสูงขึ้น การเรียนรู้จากความผิดพลาดจะเริ่มน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะเกรงว่าถ้าทำผิดพลาดในระหว่างเรียนคะแนนก็จะไม่ดี หรือไม่ก็สอบตกไปเลย การเรียนรู้จึงเป็นเพียงการเลียนแบบ ทำตามที่ถูกสอนไว้เท่านั้น ซึ่งถ้าใช้ในกรณีที่โลกของเราไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก คงเป็นวิธีที่ดี

โลกปัจจุบัน โจทย์ปัญหาต่างๆ ที่ผู้คนต้องเผชิญหน้าเปลี่ยนไปแทบทุกวัน การเรียนรู้โดยวิธีเลียนแบบ จึงไม่สามารถให้คำตอบสำหรับโจทย์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะไม่เคยมีใครมาสอนวิธีหาคำตอบสำหรับโจทย์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันได้

ถ้าคนๆ หนึ่ง สามารถทำงานใดงานหนึ่งได้โดยปราศจากความผิดพลาด คนๆ นั้นย่อมยึดถือแนวทางการทำงานเดิมๆ ไว้โดยตลอด ด้วยมั่นใจว่า ถ้าทำแบบเดิมไปตลอด ความผิดพลาดก็จะไม่บังเกิดขึ้น ถ้าอยู่มาวันหนึ่งสภาพแวดล้อมในการทำงานเปลี่ยนไป แต่คนๆ นั้น ก็ยังทำงานแบบเดิมทุกประการ ด้วยความเชื่อมั่นเดิมๆ อะไรจะเกิดขึ้นกับคนๆ นั้น ก็คงเดากันได้อยู่แล้วว่าความผิดพลาดจะเข้ามาเยี่ยมเยือนคนๆ นั้นเป็นครั้งแรก ซึ่งคนที่ไม่เคยพบกับความผิดพลาดใดๆ มาก่อน จะแสดงอาการออกมาในสองลักษณะ

ถ้าคนนั้นมีนิสัยก้าวร้าวสักหน่อย ก็จะออกอาการโทษรอบทิศแทนที่จะยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น กล่าวหาคนโน้นคนนี้ว่าเป็นต้นเหตุแห่งความผิดพลาด โทษคนไม่ได้ก็หันไปโทษเครื่องมือบ้าง โทษโชคชะตาดินฟ้าอากาศบ้าง พอมีแต่โทสะ พาลไปรอบทิศแบบนี้แล้วเป็นอันว่าไม่ต้องสนใจว่าสาเหตุของความผิดพลาดที่แท้จริงนั้นคืออะไร จะสามารถเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดนั้นได้บ้าง

ถ้าเป็นคนที่ชอบน้อยอกน้อยใจเป็นนิสัย พอผิดพลาดขึ้นก็จะตำหนิติเตียนตนเอง จนกระทั่งรู้สึกไปเองว่าขายหน้าเหลือกำลัง ไม่กล้าทำงานนั้นอีกต่อไป พอเอาแต่ตำหนิตนเองมากเข้า ก็หมดความเชื่อมั่นในตนเอง คราวนี้แม้แต่งานเดิมที่ทำในสภาพแวดล้อมเดิม ก็ทำไม่สำเร็จเสียแล้ว หมดโอกาสที่จะค้นหาสาเหตุและเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นได้

สิ่งที่น่าคิดก็คือ ทำอย่างไรเราจึงจะสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ผู้คนสามารถที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดได้

ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งจากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลอน พบว่า นักศึกษาคนหนึ่งขณะทำงานตามลำพังในห้องปฏิบัติการ ตั้งใจจะเขียนโปรแกรมสั่งให้หุ่นยนต์ยกมือซ้าย แต่พอหุ่นยนต์ทำงานตามโปรแกรมนั้น ปรากฏว่าหุ่นยนต์ยกมือขวาแทนมือซ้าย นักศึกษาคนนั้นเรียนรู้ทันทีว่า ยังมีวิธีอื่นที่จะสั่งให้หุ่นยนต์ยกมือขวาได้นอกเหนือจากวิธีเดิมที่อาจารย์เคยสอนมาก่อน

และด้วยความที่ทำงานอยู่คนเดียวในห้องปฏิบัติการนั้น เขาก็พยายามค้นหาต้นเหตุของความผิดพลาดด้วยตนเองว่า อะไรทำให้หุ่นยนต์ยกมือขวาแทนที่จะเป็นมือซ้าย จนกระทั่งเขาพบต้นเหตุและพบวิธีการแก้ไข ความรู้นี้อยู่ติดตัวนักศึกษาคนนั้นไปตลอด

ต่อมาเขาพบปัญหาที่คล้ายคลึงกันในวงการอื่นๆ เขาก็สามารถดึงความรู้อันนี้มาใช้ได้อย่างทันทีทันใด ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่นักศึกษาอีกคนหนึ่งเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ผิดพลาดในระหว่างการแข่งขัน กองเชียร์ที่กำลังลุ้นชัยชนะของทีมของตนก็รุมด่าจนนักศึกษาคนนั้นรู้สึกเสียหน้ามากมายจนกระทั่งต้องลาออกจากทีมไป และปรากฏต่อมาว่านักศึกษาคนนั้นไม่หวนกลับมาเกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์อีกเลย เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าจะเขียนโปรแกรมสั่งหุ่นยนต์ให้ถูกต้องได้อย่างไรจนกระทั่งทุกวันนี้

ศาสตราจารย์ท่านนั้น จึงสรุปว่า นักศึกษาของตนจะเรียนรู้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อผลที่ได้จากการทำงานผิดพลาดไปจากสิ่งที่คาดคิดไว้ล่วงหน้า โดยที่ผลของความผิดพลาดนั้น ต้องไม่นำไปสู่การลงโทษแต่เพียงอย่างเดียวโดยเฉพาะการตำหนิติเตียนที่ปราศจากเหตุผล

ลองนึกดูว่าถ้าพนักงานคนหนึ่งทำงานผิดพลาดแล้ว ถูกรุมตำหนิจากผู้บริหารทุกคน โดยไม่มีการแนะนำว่าจะแก้ไขหรือป้องกันความผิดพลาดนั้นได้อย่างไร เรียกว่าด่าอย่างเดียว โดยไม่เสนอวิธีแก้ไข พนักงานคนนั้นจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากความผิดพลาดครั้งนี้

และในอนาคตถ้ามีเหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นอีก พนักงานคนนั้นก็คงยังทำผิดพลาดเหมือนเดิม หรือไม่ก็จะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรทั้งสิ้นเมื่อมีเหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้น เพราะไม่ทำย่อมไม่เกิดความผิดพลาด เป็นดังนี้แล้วองค์กรนั้น จะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพียงแต่ต่างเวลาต่างสถานที่กันเท่านั้น

ศาสตราจารย์ท่านนั้นเสนอว่า ถ้าจะทำให้คนเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ ต้องเริ่มต้นด้วยการฝึกให้คนๆ นั้น เผชิญหน้ากับความผิดพลาดที่สามารถควบคุมความเสียหายได้ไว้ก่อน เช่นเดียวกับที่นักบินต้องทดลองบินกับเครื่องบินจำลองในสถานการณ์ต่างๆ ก่อนการบินกับเครื่องบินจริงๆ และต้องให้คำแนะนำวิธีการแก้ไขความผิดพลาดในจังหวะที่คนๆ นั้นกำลังพบความผิดพลาดพอดี

กล่าวกันว่า เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำงานไม่ตรงกับที่คาดคิดเอาไว้นั้น ผู้คนจะเปิดใจรับฟังคำแนะนำเป็นอย่างดี ดังนั้นถ้ามีผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำแนะนำวิธีการแก้ไขในขณะที่คนๆ นั้น กำลังมุ่งมั่นหาคำตอบว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะแก้ไขอย่างไร คำแนะนำนั้นจะอยู่ติดตัวผู้นั้นไปตลอด รวมทั้งสามารถใช้เป็นความรู้ในการแก้ไขปัญหาที่คล้ายคลึงกันในอนาคตได้

การเรียนรู้จากความผิดพลาดจะเกิดขึ้นได้ดีในสภาพแวดล้อมที่เป็นส่วนตัว ทำผิดพลาดแล้วไม่มีใครมาตำหนิติเตียนให้เสียหน้า ความมุมานะในการที่จะหาสาเหตุ และวิธีการแก้ไขความผิดพลาด จึงมีอยู่เต็มที่ ไม่หดหายไปกับความน้อยอกน้อยใจที่เกิดจากคำติเตียนจากสารพัดทิศ ซึ่งอธิบายได้ว่าเหตุใดเด็กๆ จึงเรียนรู้จากความผิดพลาดในการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ได้ดี ในขณะที่เกือบจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย จากความผิดพลาดในห้องเรียน

หากองค์กรใดต้องการให้คนในองค์กรเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ องค์กรนั้นต้องช่วยกันให้คำแนะนำ เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น องค์กรใดอยากให้คนหมดเรี่ยวหมดแรงในการแก้ปัญหา ให้รุมกันด่าอย่างสาหัสทุกครั้ง ที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น