Make your own free website on Tripod.com

รัฐสภาไทยงามหน้าชกต่อยอายทั่วโลก
“ขุนส่า” เป็นเหตุ วิวัฒนาการรัฐสภาไทยกลายพันธุ์เลียนแบบสภาไต้หวัน “ประทิน”ฟิวส์ขาด โดดรัวหมัดใส่ ”อดุลย์” รุมอัด ”เจิมศักดิ์” บิดเบือน หนังสือ “ม็อบตากใบ” กระทบความมั่นคง ใช้ความแค้นส่วนตัว เกลียดทักษิณ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.40 น. โดยมีนายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมวุฒิสภา แต่ก่อนที่จะเริ่มประชุมพิจาณากระทู้ถามซึ่งมี 9 กระทู้ นายสมควร จิตแสง ส.ว.ขอนแก่น ได้ขอหารือโดยหยิบยกหนังสือ “ความจริงที่ตากใบ” ของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ว.กรุงเทพฯ เขียนเป็นรายงาน มากล่าวเชิงตำหนิว่า เอกสารนี้เป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่ นายเจิมศักดิ์ มีผลงานออกมาทุกเดือนที่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวก็ไม่ติดใจอะไร แต่กรณีของ อ.ตากใบเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ตนไม่พูดเรื่องนี้ไม่ใช่ไม่รู้ หนาวรู้ร้อน แต่เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริง ที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างพูดไม่ตรงกัน เหมือนกับตาบอดคลำช้าง หากเนื้อหาในเอกสารไม่เป็นความจริงเท่ากับไปช่วยโจรปกป้องคนชั่วและยังซ้ำเติมประชาชนด้วย

อย่างไรก็ตามการไปสอบถามกลุ่มผู้ชุมนุมถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องให้การปกป้องตนเอง เหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้วไม่ทราบว่าจะหยิบยกขึ้นมาเพราะอะไร ในขณะที่ศพที่ไร้ญาติเหตุใดไม่ไปตรวจสอบว่าเป็นใคร คนเหล่านี้ได้รับเงินสนับสนุนมาจากต่างชาติหรือไม่ หากนายเจิมศักดิ์ สามารถหาข้อเท็จจริงได้เร็วก็ควรไปหาว่าใครที่ฆ่าพระและฆ่าคนบริสุทธิ์ ทำให้นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภาชี้แจงว่า เรื่องนี้มีคนรับผิดชอบชัดเจนคือ นายเจิมศักดิ์ ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัว สามารถเผยแพร่ได้โดยอิสระก็ขึ้นอยู่กับประชาชนจะเชื่อหรือไม่

ขณะที่ พล.อ.วิชา ศิริธรรม ส.ว.จันทบุรี ได้อภิปรายตำหนิอย่างรุนแรงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคง ส.ว.จะต้องวางตัวเป็นกลาง แต่นายเจิมศักดิ์กลับคิดแค้นรัฐบาลชุดนี้ ถือเป็นเรื่องส่วนตัว นายเจิมศักดิ์ไม่ใช่ฝ่ายค้านแต่เป็นฝ่ายแค้น ทำให้วุฒิสภาเสียความเป็นกลางไปด้วย ทั้งนี้นายเจิมศักดิ์ มีเจตนาบิดเบือน หากปล่อยไว้อาจทำให้เสียดินแดนครั้งที่ 7 ใน 3 จังหวัดภาคใต้ได้ อย่างไรก็ตามในเอกสารดังกล่าวเนื้อหาตรงกันข้ามกับที่ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันทน์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวง ยุติธรรม โดยระบุว่ามีบางรายถูกยิงถูกซ้อม แต่ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ได้ชันสูตรศพยืนยันว่า คนถูกจับไม่มีบาดแผลที่ทำให้เกิดอันตรายจนเสียชีวิต นอกจากการขาดอากาศหายใจ นายเจิมศักดิ์ ลงไปในพื้นที่เพียงไม่กี่ชั่วโมงและไม่กล้าค้างคืนด้วย แล้วนำข้อมูลมาบิดเบือนหากจะโกรธนายกรัฐมนตรีไม่ว่าอะไร แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

พล.อ.วิชา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้กรณีที่มีการค้นพบอาวุธที่อ้างว่าพบนอกตัวผู้ชุมนุมและกล่าวหาทางการว่าไม่พิสูจน์ว่าอาวุธใช้ได้หรือไม่ ทั้งนี้ทุกคนทราบดีว่า การพกพาอาวุธสงครามมีโทษจำคุกถึง 10 ปี คงไม่มีใครกล้าเอามาในที่ชุมนุมแน่นอน

“ผมรู้สึกอึดอัดมานานเรื่องของนายเจิมศักดิ์ ผมนึกตำหนิประธานที่เสียความเป็นกลางจะเกลียดจะโกรธท่านนายกรัฐมนตรีมีสิทธิทำได้ แต่ในฐานะ ส.ว. หมวกใบนี้ต้องเป็นกลาง ผมอยากรู้ว่านายเจิมศักดิ์ใช้งบอะไรมาพิมพ์หนังสือนี้และพิมพ์กันที่ไหน” พล.อ.วิชา กล่าว

ด้านนายคำนวณ เหมาะประสิทธิ์ ส.ว.อุตรดิตถ์ อภิปรายว่า ปัญหาภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะต้องอาศัยข้อมูลและข้อเท็จจริง แต่กรณีที่มีคนมาเสียชีวิตจำนวนมากในภายหลังตนรับไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้อยู่ในการควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ ขอให้เอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ ขณะที่นายบุญทัน ดอกไธสง ส.ว.นครราชสีมา และพ.ญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ ส.ว.นครสวรรค์ กลับอภิปรายสนับสนุนนาบเจิมศักดิ์ โดยระบุว่า เป็นสิทธิเสรีภาพในทางวิชาการที่นายเจิมศักดิ์จะนำมาเผยแพร่ได้ ควรเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เราต้องหาทางป้องกันขอให้ตั้งสติอย่าได้ใช้เวทีนี้มาด่ากัน

นายสมพงษ์ สระกวี ส.ว.สงขลา กล่าวว่า ขณะนี้มีการพูดกันคนละครั้ง รู้สึกกันคนละด้าน และมีความคิดกันคนละขั้ว เมื่อวานนี้ก็มีการหยิบยกเอกสารของ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ส.ว.สระบุรี ขึ้นมาอภิปราย ซึ่งหลายคนรู้สึกอึดอัด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กและไม่ควรให้พูดกันคนละที ในเมื่อมีครรลองประชาธิปไตยและจารีตประเพณีอยู่ จึงน่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภาเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ ทั้งนี้มีสมาชิกเรียกร้องให้มีการประชุมร่วมกัน 2 สภาเพื่อพิจารณาปัญหาภาคใต้โดยเฉพาะ แม่ทัพภาค 4 ก็พูดชัดเจนว่า ทหารต้อง ถูกสอบสวนแน่นอน แต่ยืนยันไม่มีใครบีบในการย้ายตัวเองออกจากพื้นที่ ไม่ทราบว่าเหตุการณ์ในภาคใต้ต้องตายอีกกี่คน เจ้าหน้าที่ตองถูกสอบอีกกี่คนหรืออดีตนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาพูดอะไรอีกหรือมีประชาชนออกมาประท้วงนายเจิมศักดิ์หรือ พล.ต.มนูญกฤต ขอให้ใช้ครรลองวิถีรัฐสภา หากรัฐบาลไม่ดำเนินการสมาชิกอาจจะไปร่วมเซ็นชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเอง

“ผมขอเรียกร้องให้มีการเปิดเวทีรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้ซักถามนายกฯและคณะรัฐมนตรี และกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัญญากับ ส.ว.ว่าจะมาพูดคุยซักถามเต็มวันในเดือนพ.ย.นี้ มาพูดในหลายปัญหาหรือเฉพาะ ปัญหาภาคใต้ก็ได้ ขณะนี้ใกล้ปิดสมัยประชุมแล้วก็หวังว่าประธานฯ ประสานงานกับรัฐบาลขอเวลา 1 วันในเดือนนี้เพื่อให้มาพูดกันถึงปัญหาของชาติด้วยความเต็มใจของผู้บริหารประเทศ” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสุชน ชี้แจงอีกครั้งว่า ได้ประสานไปเบื้องต้นแล้วว่านายกรัฐมนตรีจะมาพูดคุยกับสมาชิก แต่วันเวลาที่แน่นอนยังไม่ทราบ ขณะนี้วุฒิสภาเหลือเวลาการประชุมอีก 3 สัปดาห์ โดยการประชุมวันสุดท้ายจะเป็นวันที่ 23 พ.ย.นี้ นายเจิมศักดิ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจง ว่า เป็นครั้งแรกที่ตนถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร และโรงพยาบาลปัตตานี ได้ไปในนามคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา 3 คณะคือ คณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบปัญหาภาคใต้ คณะกรรมาธิการการต่างประเทศและคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเดินทางไป 13 คน ซึ่งได้พบ ส.ส.ไทยรักไทย เลขานุการ รมว.กลาโหม แม่ทัพและรองแม่ทัพภาคที่ 4 รวมทั้งนายทหารและแพทย์ที่อยู่ในค่าย และที่ตนเขียนหนังสือเล่มนี้ ก็เขียนไปอย่างเปิดเผยโปร่งใส เป็นข้อเท็จจริงไม่ได้แอบซ่อนอะไร ทำอย่างตรงไปตรงมาถือเป็นการทำตามหน้าที่ ส.ว.และคณะกรร มาธิการฯ โดยใช้ภาษีประชาชน ไม่ได้แอบไป

“หากเขียนอะไรผิดพลาดคนที่เดินทางไปด้วยคงทักท้วงแล้ว คงไม่เอาชื่อตัวเองมาขายแน่นอน ซึ่ง แตกต่างจากคนที่คิดเอาเองว่าไม่น่าจะเป็นความจริงและนำมาอภิปรายผม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่างๆ ได้มาจากในค่ายทหาร สอบถามนายทหาร แม่ทัพภาคที่ 4 รวมทั้งแพทย์ในค่ายเกี่ยวกับการสลายผู้ชุมนุม การขนย้ายผู้ชุมนุม ซึ่งได้สอบถามว่า เมื่อเกิดเหตุคนเสียชีวิตในตอนแรกๆ ได้ติดต่อไปยังรถที่ยังไม่ได้เคลื่อนให้เปลี่ยนแปลงวิธีการหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ได้ติดต่อไป และเนื้อหาเกี่ยวกับคนที่บาดเจ็บก็มาจากรายงานทางการแพทย์ของโรงพยาบาล ซึ่งมีการสอบถามแพทย์ที่โรงพยาบาลด้วย”นายเจิมศักดิ์ กล่าว

นายเจิมศักดิ์ กล่าวชี้แจงอีกด้วยว่า เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกมาปิดบังข้อเท็จจริง ซึ่งการดำเนินนโยบายของรัฐบาลผิดพลาดเป็นการสร้างความแตกแยกไม่แต่เฉพาะภายนอก แต่ความแตกแยกได้เกิดขึ้นภายในสภาด้วย “ตอนนี้กลายเป็นพวกมึงพวกกู พวก เค้าพวกเรา จนยากที่จะเยียวยา ที่ผ่านมา 4 ปีรัฐบาลนี้ใช้ความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตเกือบ 4,000 ศพ ดังนั้นนายกฯหมดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศแล้ว” นายเจิมศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการชี้แจงของนายเจิมศักดิ์ ได้หยิบยกเนื้อหาในเอกสารมาชี้แจงถึงรายละเอียด ทำให้นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ว.แม่ฮ่องสอน ไม่พอใจได้ขอให้นายเจิมศักดิ์ อภิปรายในสิ่งที่ถูกพาดพิงไม่ใช่มาชี้แจงเนื้อหาของเอกสาร แต่ปรากฎว่า พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ส.ว.กรุงเทพฯ ได้ประท้วงว่า มีคนมากล่าวหานายเจิมศักดิ์ในทางไม่ดีถึง 2 คน ก็ควรให้โอกาสนายเจิมศักดิ์ ชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ นายเจิมศักดิ์ ได้ลงไปในพื้นที่และนำข้อเท็จจริงมารายงานต่อสภา แต่กลับมาถูกต่อว่า จากคนที่ไม่ได้เดินทางไป อย่างไรก็ตามใครที่ค้าขายกับขุนส่า ตนจะทำรายงานเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ตรวจสอบว่ามีใครบ้าง

อย่างไรก็ตาม การพูดของพล.ต.อ.ประทินดังกล่าว ได้สร้างความไม่พอใจให้นายอดุลย์อย่างมาก จนต้องประท้วงโดยย้ำว่า “ใครก็ทราบดีขุนส่าอยู่ภาคเหนือ จึงน่าจะหมายถึงผม เพราะผมเป็น ส.ว.ภาคเหนือ คนที่พูดเช่นนี้เท่ากับใส่ร้ายผมจะเชื่อถือได้อย่างไร เนื่องจากคนนี้ เคยพูดในสภาฯว่า “ถุย” แล้วมาแก้ตัวว่าเป็นคำสุภาพ แต่ผมได้ไปตรวจสอบพจนานุกรมแล้ว คำนี้หมายความว่าเอาน้ำออกจากปาก ส่วนนายเจิมศักดิ์ ได้ระบุว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ทราบว่า ใครเป็นคนค้ากับขุนส่า”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายสุชนได้ตัดบทให้นายเจิมศักดิ์ อภิปรายต่อ แต่ปรากฎว่า นายอดุลย์ ได้ตะโกนต่อว่า “ทุเรศ” โดยไม่ได้ผ่านไมค์โครโฟน ทำให้พล.ต.อ.ประทิน ตะโกนตอบโต้ไปว่า “ไอ้หมอนี่ มันพูดคำว่าทุเรศ” อย่างไรก็ตามในระหว่างที่นายเจิมศักดิ์ กำลังอภิปรายต่อ นายอดุลย์ ได้เดินปรี่เข้ามาหา พล.ต.อ.ประทิน พร้อมใช้มือชี้ไปที่พล.ต.อ.ประทิน และเมื่อนายอดุลย์เดินมาใกล้ตัว พล.ต.อ.ประทิน ได้ลุกขึ้น พร้อมใช้มือซ้ายชกหมัดตรงไปที่ปากนายอดุลย์ 1 หมัด พร้อมตามด้วยหมัดขวาที่บริเวณหน้าอก จนสุดท้ายก็ได้ใช้หมัดซ้ายชกสวนต่อไปอีกที่บริเวณคางของนายอดุลย์ 1 หมัด ก่อนที่เพื่อนสมาชิกที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ เข้ามาแยกตัว 2 คนออกจากกันท่ามากลางการพูดต่อว่ากันทั้ง 2 คน และเจ้าหน้าที่ก็ได้นำตัวนายอดุลย์ออกจากห้องประชุมไป ขณะที่พล.ต.อ.ประทิน ก็ได้กลับไปนั่งในที่นั่งเดิม