Make your own free website on Tripod.com
 

2 ปีของการพัฒนา ระบบราชการ

คอลัมน์ โค้ชข้างสังเวียน  โดย ธรรมรักษ์ การพิศิษฏ์  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6   วันที่ 04 พฤศจิกายน 2547   ปีที่ 28 ฉบับที่ 3623 (2833)โลกในศตวรรษที่ 21 เชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างไร้พรมแดน การพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน จำเป็นจะต้องอาศัยวิธีคิด วิธีทำงานแบบใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดแบบแยกส่วน ไม่เชื่อมโยงในหลายมิติ คิดวิเคราะห์ในเชิงลึกตามความเชี่ยว ชาญในหน้าที่ หันมาคิดแบบองค์รวม หรือบูรณาการอย่างเป็นระบบ ในทุกมิติมากยิ่งขึ้น จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน แบบรวมศูนย์อำนาจ ทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบ โดยควบคุมกำกับ ตามลำดับขั้นตอนบังคับบัญชามาเป็นการทำงานในแนวงาน มุ่งภารกิจในเชิงรุก ร่วมมือกันทำ งานข้ามสายกัน ข้ามฝ่าย ข้ามกอง ข้ามกรม ข้ามกระทรวง อย่างไม่มีพรมแดนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 เป็นแผนฉบับแรกของประเทศที่ได้วางแนวทางปรับวิธีคิด วิธีทำงานแบบใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 21 เป็นแผนฉบับแรกที่ยึดเอา "คน" แทน "เศรษฐกิจ" เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา และกำหนดแนวทางการพัฒนาแบบองค์รวมหรือบูรณาการในทุกมิติแม้ประเทศไทยเราจะเริ่มคิดใหม่-ทำใหม่ ในการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่ระยะเวลาของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 8 ก็ตาม ตลอดระยะเวลา 5 ปีของแผนพัฒนาฯฉบับนี้ ความก้าวหน้าของการแปลงแนวความคิดที่ว่านี้ออกสู่ภาคปฏิบัติให้ได้ผล อย่างเป็นรูปแบบจริงๆ ดูเหมือนว่าจะมีน้อยเต็มทน ยังคงติดแม้แผนจะเกิดใหม่แล้ว แต่การแปลงแผนออกสู่ภาคปฏิบัติก็ยังคงทำแบบเก่าอยู่อย่างเดิม จนกระทั่งมาถึงช่วงการเตรียมการเพิ่งจัดทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ที่ใช้อยู่ ในปัจจุบัน และกำลังจะจบสิ้นไปในอีก 2 ปีข้างหน้า ก็เป็นที่ยอมรับว่า แม้จะมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนายึดคน หรือประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาในลักษณะองค์รวม กระบวน การแปลงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ไปสู่การปฏิบัติยังไม่ก้าวหน้าและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมเท่าที่ควรด้วยตระหนักถึงความจริงที่ว่า การแปลงแผนพัฒนาฯออกสู่ภาคปฏิบัติจะไม่มีวันสำเร็จลงได้ด้วยวิธีคิด-วิธีทำงานแบบเดิมๆ ในการเตรียมการจัดทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 9 ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมในการผลักดันให้มีการบรรจุเรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อแปลงแผนไปสู่ภาคปฏิบัติ เป็นเรื่องสำคัญไว้ในบทที่ 9 อันเป็นบทสุดท้ายของแผน เพราะการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการเป็นหัวใจสำคัญในการแปลงแผนออกสู่ภาคปฏิบัติเป็นที่น่ายินดีว่าในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 นี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบราชการ มีการกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนอย่างชัดเจน เพื่อปรับกระบวนทัศน์ ลักษณะการบริหารจัดการภาครัฐให้เข้าสู่การดำเนินงานที่เป็นองค์รวม ยึดประชาชนหรือคนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาระบบราชการได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2545 เป็นต้นมา จนครบรอบ 2 ปีไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ นับได้ว่ามีความก้าวหน้าไปถึงขั้นที่ทำให้ผู้เขียนที่เคยท้อแท้ใจในทุกครั้งที่มีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนพัฒนาประเทศว่า วางกันไปแล้วคงจะเหนื่อยเปล่าเป็นแปลนนิ่ง อยู่ในกระดาษเท่านั้น เริ่มมีความหวังใหม่ขึ้นมาว่า ต่อไปนี้การแปลงแผนหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศให้เกิดผลในทางปฏิบัติมีความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นแล้ว จนถึงวันนี้การพัฒนาระบบราชการมีความก้าวหน้า ในการดำเนินงานเป็นอย่างมาก มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดให้ส่วนราชการต่างๆ ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารจัดการ มุ่งประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพคุ้มค่า ลดเวลาและขั้นตอน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจการตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนราชการต่างๆ ได้ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวอย่างแข็งขันยิ่ง โดยเข้าร่วมในการจัดทำยุทธศาสตร์ปฏิบัติราชการ และจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ รวมทั้งการลดขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินงาน และจัดตั้งศูนย์บริการร่วมนำร่องขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และส่วนภูมิภาค เพื่อบริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการขยายผลระบบบริหารจังหวัดแบบบูรณาการหรือผู้ว่าฯ CEO และระบบบริหารราชการในต่างประเทศภายใต้กรอบนโยบาย เอกอัครราชทูตแบบบูรณาการ หรือทูต CEOในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแม้จะอยู่ในช่วงของการปรับปรุงโครงสร้าง วางรากฐานการพัฒนาระบบให้เข้มแข็งเพื่อก้าวเดินต่อไปก็ตาม หากจะถามว่าประชาชนคนไทยได้รับประโยชน์อะไรอย่างเป็นรูปธรรมไปแล้วกันบ้างจากการพัฒนาประชากรก็เห็นจะพอตอบได้ว่า ประชาชนได้รับคุณภาพการให้บริการจากหน่วยงานของรัฐดีขึ้นไม่น้อย ปัจจุบันนี้หน่วยงานของรัฐถึงร้อยละ 68.5 มีการจัดทำแผนภูมิขั้นตอน และระยะเวลาการดำเนินงานเองทั้งรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนเปิดเผยไว้ ณ ที่ทำการของหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจดูได้ ขณะเดียวกัน หน่วยงานร้อยละ 69.8 มีการลดขั้นตอนการบริการประชาชน ประชาชนใช้เวลาในการติดต่อขอรับบริการน้อยลง หน่วยงานของรัฐร้อยละ 62.4 มีร้อยละของขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ลดลง โดยมีคุณภาพของบริการดีขึ้นพร้อมกันไปด้วยจากการไปสัมผัสด้วยตนเองในฐานะประชาชน ผู้เขียนค้นพบจากประสบการณ์ว่าทุกวันนี้โดยทั่วๆ ไปแล้วบริการของรัฐที่ให้แก่ประชาชนกำลังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นจริงๆ ผู้เขียนไปต่อทะเบียนรถที่กรมการขนส่งทางบกใช้เวลาเพียง 3 นาที ก็ได้รับใบต่อทะเบียนมาอย่างเรียบร้อย จากเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสเบ็ดเสร็จเพียงคนเดียว ไม่จำเป็นต้องผ่านหลายโต๊ะ หลายขั้นตอน หรือต้องมีเส้นมีสายรู้จักมักจี่กับใคร หรือต้องใช้บริการของหน้าม้าตั้งแต่ก่อน ไปทำธุระส่วนตัวเพื่อทำนิติกรรมที่ดิน ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาอำเภอเกาะสมุยก็มีความประทับใจและเห็นใจในความพยายามของเจ้าหน้าที่บนสำนัก งานในการให้บริการอย่างดีที่สุดแก่ประชาชน มีการจัดคิวผู้ขอรับบริการตามลำดับก่อนหลังไว้อย่างเรียบร้อย ไม่ต้องวิ่งเต้น มีการติดประกาศขั้นตอนและเวลาที่ต้องใช้ในการให้บริการในแต่ละขั้นตอนไว้อย่างชัดเจนแถมยังมีบริการกาแฟ และเครื่องดื่มวางไว้ให้ประชาชนนั่งจิบฆ่าเวลาระหว่างการรอรับบริการอีกด้วย โดยไม่คิดค่าบริการใดๆ ทุกคนสามารถใช้บริการได้อย่างเสมอภาคกัน ตรงกันข้ามกับสมัยก่อน ชาวบ้านอาจต้องจ่ายค่าน้ำร้อน น้ำชา หรือซื้อน้ำร้อน น้ำชา ให้ข้าราชการเป็นสินน้ำใจในการให้บริการเสียมากกว่า นับได้ว่าได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมในการทำงานกันได้อย่างน่าทึ่งเลยทีเดียวการพัฒนาระบบราชการ ถ้าหากสามารถได้รับการสนับสนุนรวมพลังกันทุกฝ่ายให้สามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนคิดว่าภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนและประเทศชาติของเรา

ขณะเดียวกัน ก็จะต้องเข้าใจกันให้ดีว่าการพัฒนาระบบราชการมิใช่เป็นการทำลายผลประโยชน์ หรือบั่นทอนความมั่นคงในชีวิตของข้าราชการ ตรงกันข้ามหากพิจารณากันให้ดีๆ แล้วจะเห็นว่าการพัฒนาระบบราชการเวลานี้ หัวใจสำคัญก็คือ การพัฒนาตัวข้าราชการให้อยู่ดี-มีสุข มีประสิทธิภาพ มีความมั่นคง ความก้าวหน้าในชีวิตมากขึ้น เป็นการสร้างระบบให้เอื้อต่อการปรับปรุงขวัญกำลังใจของข้าราชการ การปรับปรุงประสิทธิ ภาพให้ข้าราชการมีศักดิ์ศรี มีเกียรติ มีโอกาสในการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง มีความสุขในการทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนมากขึ้น เพราะหากตัวข้าราชการไม่มีความสุข ยิ้มไม่ออก แล้วจะดูแลประชาชนให้ยิ้มออก มีความสุขกันได้อย่างไร