Make your own free website on Tripod.com

จากอุปสงค์ สู่การจัดการอุปทานมหภาค ความสมดุลการจัดการเศรษฐกิจไทย

คอลัมน์ นอกรอบ  โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 04 พฤศจิกายน 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3623 (2833)การจัดการด้านเศรษฐกิจ มิใช่จะใช้เพียงแค่ปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์ ที่มุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น แต่หากการจัดการด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจระดับมหภาคยังจำเป็นต้องมีศิลปะ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ .. เศรษฐกิจภายในประเทศ ก็ต้องมีความสมดุลกันระหว่างอุปสงค์และอุปทานมวลรวม (aggregate demand VS aggregate supply) แต่ที่ผมแปลกใจคือ ทำไมนโยบายการบริหารเศรษฐกิจของประเทศส่วนในโลกจะเน้นการบริหารด้านอุปสงค์ โดยแทบจะเรียกได้ว่าละเลยความสมดุลด้านการบริหารอุปทานควบคู่กันไปโดยสิ้นเชิงการจัดการด้านอุปสงค์ถ้าอยากให้ประชาชนบริโภคมากๆ นโยบายการคลังควรทำอย่างไร ? จะลดภาษีมูลค่าเพิ่มดีไหม ? ด้านนโยบายการเงินจะลดอัตราเงินเฟ้อดีไหม ? ถ้าอยากให้มีการลงทุนกันมากๆ ด้านนโยบายการคลังจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลดีไหม ? ด้านนโยบายการเงินจะลดอัตราดอกเบี้ยดีไหม ?คำถามเหล่านี้เป็นตัวอย่างการใช้นโยบายการเงิน-การคลังของประเทศในการเพิ่มความต้องการ (อุปสงค์) ในการบริโภคและการลงทุน ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายเพื่อชะลอความต้องการการบริโภคและการลงทุนได้ในทางกลับกันทำไมต้องเพิ่มๆ ลดๆ อุปสงค์ให้มันยุ่งยาก ? ตอบแบบเร็วๆ เห็นจะเป็นเพราะว่า บางครั้งเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป ก็ต้องลดความร้อนแรงกันลงหน่อย บางครั้งเศรษฐกิจตกสะเก็ด รัฐก็คงจะต้องมากระตุ้นเศรษฐกิจกันบ้าง ว่าแต่ว่า เศรษฐกิจร้อนแรงไม่ดีหรือ ? แล้วตรงไหนถึงจะเริ่มเรียกว่าร้อนแรงเกินไป ?แผนภาพที่ 1 : การจัดการด้านอุปสงค์กับศักยภาพในการผลิตแผนภาพที่ 1 สามารถช่วยผมอธิบายคำตอบในคำถามข้างต้นได้ โดยแผนภาพแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของศักยภาพในการผลิตของประเทศกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ เศรษฐกิจของประเทศอาจจะยังคงมีการขยายตัวได้ในอัตราสูง หากประเทศนั้นยังมีปัจจัยการผลิตเหลือ หรือใช้ศักยภาพในการผลิตไม่เต็มที่ (จุด A ไป B ซึ่งอยู่ใต้เส้น production possibility frontier 1-PPF 1) หากระบบเศรษฐกิจใช้ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ทั้งหมด หรือใช้ศักยภาพในการผลิตเต็มที่แล้ว (จุด B) การลงทุนใหม่จะส่งผลให้มีการแย่งทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต และระบบเศรษฐกิจนั้นก็จะต้องเผชิญกับภาวะราคาปัจจัยการผลิตและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หรือมิฉะนั้นก็จะต้องเผชิญกับภาวะการขาดดุลการค้า หากได้มีการนำเข้าเพื่อชดเชยการขาดแคลนดังกล่าว ไม่ว่าผลดังกล่าวจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อหรือการขาดดุลการค้าผลดังกล่าวจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและนำมาซึ่งวัฏจักรเศรษฐกิจในขาลง (จุด B ไปจุด C) ในที่สุด ประเทศต่างๆ ในโลกจึงเลือกที่จะชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการเงิน-การคลังในภาวะเศรษฐกิจร้อนแรง (มีการใช้ศักยภาพการผลิตเต็มที่) เพื่อป้องกันปัญหาเสถียรภาพ (hard landing) ซึ่งในภาวะทั่วไปแล้ว รัฐบาลทุกประเทศในโลกจะดำเนินนโยบายการเงิน-การคลังในการบริหารอุปสงค์ให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป (ให้การเคลื่อนตัวจาก A ไป B ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป) ให้เหมาะสมกับการขยายตัวทางศักยภาพในการผลิตของประเทศของตน (ให้เหมาะสมกับการขยายตัวของเส้น PPF) เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดอุปสงค์ของเงินทุน และชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ หรือการลดอัตราภาษีเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดสินค้าในภาวะเศรษฐกิจซบเซา เป็นต้นเศรษฐกิจในช่วงก่อนวิกฤต (ปี 2536-2539) เป็นตัวอย่างที่ดีของความไม่สมดุลในการบริหารอุปสงค์และอุปทานมหภาค ในช่วงนั้น เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 8.0 ต่อปี โดยการลงทุนภายในประเทศเป็นตัวผลักดันที่สำคัญ โดยสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 40.9 ซึ่งนับว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้ว่าการออมในประเทศจะอยู่ในระดับค่อนข้างสูงถึงเฉลี่ยร้อยละ 34.4 ของ GDP แต่การลงทุนที่ขยายตัวอย่างมาก (เศรษฐกิจเติบโตจากจุด A ไป B ด้วยความรวดเร็ว) นี้เอง ทำให้ฐานการออมในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยทุนที่สำคัญที่ใช้ในการผลิต ไม่เพียงพอกับความต้องการลงทุนดังกล่าว (ศักยภาพของประเทศ หรือ PPF ขยายตัวไม่ทัน) ส่วนต่างระหว่างการลงทุนกับการออม (saving investment gap) ซึ่งคิดเป็นเฉลี่ยที่ร้อยละ 6.5 ของ GDP นี้ สะท้อนให้เห็นผ่านการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด โดยมีการขาดดุลที่เฉลี่ยร้อยละ 5-6 ของ GDP โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการนำเข้าสินค้าทุนสูง เช่น เครื่องจักรตามการขยายตัวของการลงทุน และในขณะเดียวกันการส่งออกก็ชะลอตัวลง จากการที่ค่าเงินบาทที่ผูกไว้กับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทำให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งบทเรียนของการเติบโตเกินตัว โดยไม่มีการพัฒนาศักยภาพ (ไม่มีการจัดการด้านอุปทานควบคู่ไปด้วย) ของไทยในครั้งนั้น เป็นสาเหตุหลักสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องประสบกับภาวะวิกฤตอย่างบอบช้ำที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดการด้านอุปทานถึงตรงนี้คงพอนึกภาพกันออกนะครับว่า การใช้นโยบายการเงิน-การคลังเพื่อการจัดการด้านอุปสงค์เพียงอย่างเดียว ในที่สุดแล้วก็ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการขยายตัวด้านอุปทาน (ศักยภาพในการผลิตที่ PPF 2) อยู่ดี การขึ้นๆ ลงๆ ของเศรษฐกิจจากความไม่สมดุลของการขยายตัวด้านอุปสงค์และอุปทานดังแผนภาพที่ 1 นี่แหละครับ ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า วัฏจักรธุรกิจ (business cycle) ถ้าประเทศใดบริหารอุปสงค์ได้ดี วัฏจักรขาลงมีลักษณะ soft landing ก็ดีไป ถ้าบริหารกันไม่ดีก็อาจถึงขั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ ดังที่ประเทศเราเจอมาในปี 2540 นะครับแต่ เอ... มันจะดีกว่าหรือเปล่าครับ ที่เราจะไม่ต้องเผชิญกับวัฏจักรธุรกิจขึ้นๆ ลงๆ อย่างนั้น โดยการหันมาทุ่มเทในการขยายศักยภาพการผลิตให้เร็ว และสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (ขยาย PPF ให้โตเร็วพอๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจจาก A ไป B ..จนกระทั่งถึง D)แผนภาพที่ 2 : การเพิ่มศักยภาพการผลิตกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นนะครับ ว่าการจัดการเศรษฐกิจเป็นศิลปะ มากกว่าแค่วิชาเศรษฐศาสตร์... กระแสโลกาภิวัตน์นับวันจะรุนแรงขึ้นทุกวัน ถ้าประเทศไทยจะเอาตัวรอดในการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทุกวันนี้ คงจะต้องหันมามองเรื่องการบริหารจัดการด้านอุปทาน โดยการเพิ่มศักยภาพในการผลิต เน้นการพัฒนาเชิงคุณภาพอย่างจริงจัง โดยเลิกดูกันเพียงแค่อัตราการขยายตัวของ GDP กันเสียทีนะครับในการขยายศักยภาพในการผลิต เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องการการปรับโครงสร้างและการพัฒนา ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย อย่างสอดคล้องกันอีกมาก นักเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ที่ใช้พื้นฐานทางจุลภาคในการจัดการเศรษฐกิจมหภาค (micro-foundation macro-economics) มุ่งเน้นการพิจารณาปัจจัยการผลิต ทั้งปัจจัยทุน และปัจจัยแรงงาน ทั้งด้านคุณภาพและด้านปริมาณ ซึ่งต้องนับว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นพื้นฐานของพัฒนาการทางเศรษฐกิจการพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพในการผลิตจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน แล้วฉบับหน้าลองมาดูกันนะครับ ว่าในปัจจุบันศักยภาพดังกล่าวของไทยอยู่ตรงไหน